★ミ゙Hotel for Dogs彡

posted on 05 Jun 2009 08:25 by petlover-corner  in column-HaveAbreak
text: tree-na-tee
photo:
www.hotelfordogsmovie.com
.
.

ว่ากันตามจริงแล้ว หมานั้นไม่ได้มีอะไรแตกต่างไปจากสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า คนเลยด้วยซ้ำไป พวกมันก็มีเลือดเนื้อ ความคิด จิตใต้สำนึก ความรู้สึก มีความต้องการ กิน เล่น นอนหลับ ขับถ่าย สืบพันธุ์ เหมือนเราๆ ท่านๆ แต่ไม่รู้ว่าทำไมบางคนถึงเข้าใจผิดคิดว่าหมานั้นเป็นตุ๊กตาใส่ถ่านไปซะได้ ที่เมื่ออยากมีอย่างคนอื่นเขาบ้างก็เสาะซื้อหาตีตราจองเป็นเจ้าข้าวเจ้าของตอนนั้นเดี๋ยวนั้น พอเริ่มเบื่อหน่ายหายอยากก็ปล่อยปละละเลย ทิ้งขว้างกันอย่างไร้เยื่อใยไปเสียดื้อๆ หาได้นึกถึงใจเขาใจเราสักนิดว่าถ้าตัวเองถูกกระทำอย่างนั้นบ้างก็โวยวายรับไม่ได้อย่างแรงเหมือนกันนั่นแหละน่า..     
     







แอนดี้ (Emma Roberts) สาววัยสะรุ่นหัวใจใสสะอาด และบรูซ (Jake T. Austin) หนุ่มน้อยหัวไวเฉลียวฉลาด สองพี่น้องกำพร้าย้ายเข้ามาอยู่ในการดูแลของครอบครัวฟอสเตอร์ (Kevin Dillon และ Lisa Kudrow) คู่รักนักดนตรีร็อคที่ออกกฎเหล็กว่าห้ามนำสัตว์เลี้ยงเข้ามาร่วมชายคาเดียวกันเป็นอันขาด เป็นเหตุให้เด็กทั้งสองต้องลักลอบดูแลเจ้าฟรายเดย์ หมาน้อยหน้าตาน่าชังที่หอบหิ้วมาหัวหกก้นขวิดด้วยกันไม่เคยห่าง แต่ด้วยความซุกซนตามประสาน้องหมานั้นเกือบจะทำให้ความลับแตกดังโพละอยู่หลายต่อหลายครั้ง สองศรีพี่น้องหวั่นใจว่าจะมีคนจับได้ไล่ทันไม่วันใดก็วันหนึ่ง ซึ่งเจ้าฟรายเดย์อาจจะถูกเสือกไสให้ไปตกระกำลำบากใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพังก็เป็นได้ ทั้งสองจึงไม่รอช้าที่จะคิดหาทางกำจัดปัญหาคาราคาซังนี้อย่างเร่งด่วน           




เชื่อว่าหลายคนคงเคยมีประสบการณ์เช่นดังพี่น้องคู่นี้ ที่ยินดีเหน็ดเหนื่อยกับการดูแลสัตว์เลี้ยงแบบหลบๆ ซ่อนๆ เพราะที่บ้านหรือหอพักไม่อนุญาตให้เลี้ยงสัตว์ทุกชนิด ทำให้เราต้องเสแสร้งแกล้งทำไม่รู้ไม่ชี้ แหกกฎเกณฑ์มากกกอดอยู่กับสัตว์เลี้ยงแสนรักในห้องพักไปจนกว่าจะมีใครระแคะระคาย ซึ่งก็น่าเห็นใจและไม่อาจตำหนิได้เต็มปากเต็มคำว่านั่นเป็นพฤติกรรมที่เห็นแก่ตัว เพราะหากมองให้ลึกแล้วจะซึ้งกับสำนึกดีของผู้เป็นเจ้าของ ที่ดูแลเอาใจใส่ชีวิตน้อยๆ นั้นอย่างจริงจัง ไม่ทอดทิ้งให้มันเป็นหมามีปมด้อย เรียกว่าถ้าคิดจะเลี้ยงก็เลี้ยงให้ตลอดรอดฝั่ง ซึ่งนั่นถือเป็นคุณสมบัติหนึ่งที่เจ้าของสัตว์เลี้ยงทุกคนพึงมีเลยทีเดียว  
         






แล้ววันหนึ่ง แอนดี้ บรูซ และฟรายเดย์เถลไถลจนได้มาเจอโรงแรมรกร้างหลังใหญ่เข้าโดยบังเอิญ ด้วยความสงสัยว่าที่แห่งนี้มีบางสิ่งบางอย่างแอบซ่อนอยู่ ทั้งสามจึงสวมวิญญาณสิงห์นักสืบเข้าสำรวจตรวจสอบทุกซอกทุกมุม และได้เจอกับหมาเร่ร่อนจำนวนหนึ่งที่ใช้โรงแรมแห่งนี้เป็นที่ซุกหัวนอนมาช้านาน พวกมันแลดูเศร้าซึม เลื่อนลอย ราวกับคนอมทุกข์ที่ใช้ชีวิตซังกะตายไปวันๆ ไม่รู้ว่าที่ผ่านมาเจ้าหมาตาละห้อยเหล่านั้นต้องพานพบประสบเหตุการณ์เลวร้ายอะไรกันมาบ้าง เฮ้อ!

 

หากลองมาคิดเล่นๆ ว่าในหนึ่งวันเราบังเอิญจ๊ะเอ๋ผู้ต้องสงสัยว่าจะเป็นหมาเร่ร่อนกันกี่ตัว? ไล่ตั้งแต่หมาแปลกหน้าที่มาป้วนเปี้ยนริมรั้วบ้าน หมาอีแอบที่บังอาจมาเห่าให้เราอายเสียงดังลั่นซอย หมาข้างถนนที่มีอัตราเสี่ยงสูงว่าจะถูกรถเฉี่ยวชน แล้วไหนจะมีหมามุมตึกท่าทางลับๆ ล่อๆ ทำตัวมีพิรุธตั้งหลายพะเรอเกวียนนั่นอีกล่ะ คิดว่าคงมีคนนับนิ้วกันไม่หวาดไม่ไหว ถ้าใครได้พบเจอพวกมันก็ควรจะหยิบยื่นน้ำใจให้กันสักนิด จะแบ่งข้าวแบ่งน้ำ หรือส่งยิ้มให้ แค่นี้มันก็รู้สึกอบอุ่นใจว่ายังพอมีคนเหลียวแลอยู่บ้าง เชื่อว่ากุศลผลบุญที่ได้จุนเจือสัตว์ที่ตกทุกข์ได้ยากเหล่านี้ จะเสริมส่งให้เราพบเจอแต่สิ่งดีๆ มีชีวิตเจริญรุ่งเรืองยิ่งๆ ขึ้นไป และไม่แน่นะว่าบางทีวันหนึ่งพวกมันอาจมีโอกาสแทนคุณเราบ้างก็ได้ใครจะรู้
           
แอนดี้และบรูซเกิดปิ๊งไอเดียที่จะเนรมิตโรงแรมร้างเป็นบ้านหลังใหม่ให้กับฟรายเดย์และผองเพื่อน แต่เมื่อประเมินว่าโปรเจ็คท์นี้ไม่เล็กจ้อยจนสามารถจัดการได้เพียงลำพัง ทั้งสองจึงร้องขอความช่วยเหลือจากเดฟ (Johnny Simmons) และฮีทเธอร์ (Kyla Pratt) สองเพื่อนซี้พนักงานร้านขายสัตว์เลี้ยง รวมทั้งมาร์ค (Troy Gentile) เพื่อนบ้านคนเก่ง ให้มาร่วมมือกันสร้างสรรค์สิ่งดีๆ แด่หมาใหญ่น้อยด้อยโอกาส

           

ห้าแรงแข็งขันช่วยกันปัดกวาดเช็ดถูห้องหับนับไม่ถ้วน ทั้งซ่อมแซมเฟอร์นิเจอร์ที่พอใช้การได้ให้ดูเข้าท่าเข้าทีเข้าที่เข้าทาง และยังแต่งเสริมเติมสีให้โรงแรมแห่งนี้กลับมามีชีวิตชีวาน่าอยู่ยิ่งกว่าเดิม นอกจากนั้นบรูซยังได้รีดเค้นความสามารถด้านการประดิษฐ์ของตัวเอง เพื่อสร้างนวัตกรรมผ่อนแรงแบ่งเบาภาระในการดูแลเจ้าสี่ขาหน้าขนที่แอบซนเอาเรื่องเหล่านี้ อาทิ เครื่องแจกจ่ายอาหารให้ทั่วถึงเท่าเทียมกัน สุขภัณฑ์ที่รองรับการขับถ่ายให้ถูกสุขอนามัย หรือจะเป็นเครื่องดีดลูกบอลที่ดึงดูดใจให้มาออกกำลังกายกันเถอะ
  
         


เด็กๆ ไม่ได้คิดเอาเองว่าเดี๋ยวนี้หมาๆ ดูดี๊ด๊าร่าเริงขึ้นกว่าเมื่อตอนที่เจอกันครั้งแรก ทำให้พวกเขารู้สึกอิ่มอกอิ่มใจอย่างน่าประหลาด ก่อเกิดเรี่ยวแรงพร้อมลุยภารกิจครั้งใหม่ นั่นก็คือตระเวนหาหมาเร่ร่อนที่มีมากมายเกลื่อนเมือง เพื่อที่จะนำมาเลี้ยงดูโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ

           

คงจะดีไม่น้อยถ้าทุกวันนี้มีคนรุ่นใหม่ใส่ใจต่อปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นรอบตัวเรากันมากขึ้น ดังเช่นเด็กห้าคนนี้ที่ไม่ได้ห่วงพะวงว่าตัวเองต้องตักตวงความสุขมาเติมเต็มชีวิตให้สมกับที่ได้เกิดมาชาติหนึ่ง หากแต่พวกเขายังหาเวลาว่างสร้างคุณประโยชน์แก่สังคมด้วยการช่วยเหลือหมาเร่ร่อนที่น่าสงสารเหล่านั้น และถึงแม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าไม่อาจขจัดปัญหาให้จางหายไปได้โดยง่าย แต่ก็ยังดีกว่านิ่งดูดายรอเวลาให้หน่วยงานหรือมูลนิธิที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามาจัดการอยู่ฝ่ายเดียว อย่างไรก็ตามหากมีใครมีใจที่จะช่วยเหลือแต่ไม่สะดวกจริงๆ ล่ะก็ แค่คุณอาสาทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงสร้างจิตสำนึกสาธารณะ กระตุ้นเตือนให้คนรอบข้างรู้จักรับผิดชอบสัตว์เลี้ยงของตนเอง ไม่นำไปปล่อยทิ้งไว้ให้เป็นภาระของสังคม เพียงเท่านี้คงพอที่จะช่วยควบคุมจำนวนประชากรหมาจรจัดและสัตว์เร่ร่อนอื่นๆ ได้บ้างไม่มากก็น้อยเลยล่ะ
 

edit @ 5 Jun 2009 08:39:53 by kundao

เรื่อง/ภาพ 150cm
(เศร้าจิตสุดๆ ภาพโดยไวรัสซะหมด)
.
.
ตอนที่ 2 ที่แห่งใดเล่า จะไร้ซึ้งเข็มนาฬิกา
(จิปาถะภัณฑ์สถาน บ้านคูบัว)


Going green ฉบับนี้เรายังอยู่กับอดีตของวันวาน กันที่ จ. ราชบุรี ซึ่งคราวนี้เราจะพาไปสัมผัส วิถีชีวิตของชาวไท-ยวน ผ่านการบอกเล่า จากพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ชุมชนคูบัว หรือ จิปาถะภัณฑ์สถาน บ้านคูบัวสถานที่ซึ้ง รักษาอดีตให้อยู่เคียงคู่ไปกับปัจจุบัน

กว่า 200 ปีแล้ว ที่ชาวไทยเชื้อสาย ไท - ยวน เดินทางผลัดถิ่น จากอดีตดินแดนที่เคยรุ่งเรืองอย่าง โยนกเชียงแสนนคร หรือ อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงรายในปัจจุบัน มาลงหลักปักฐานใน ตำบลคูบัว จ. ราชบุรี อันเนื่องมาจาก พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มหาราช (รัชกาลที่ 1) โปรดเกล้าฯ ให้กองทัพหลวง ขับไล่พม่าออกไปจากเมืองเชียงแสน และทำลายเมืองเชียงแสนทิ้ง จึงโปรดเกล้าฯ ให้เคลื่อนย้ายชาวเชียงแสนทั้งหมดออกมา ด้วยเหตุนี้เองทำให้ชาวไท ยวนส่วนหนึ่ง อพยพลงมาอยู่ที่นี้ และกระนั่นก็ได้นำภูมิปัญญาที่มีอยู่ในสายเลือด โดยเฉพาะภูมิปัญญาการทอผ้าจก มาทอใช้เป็นเครื่องนุ่งห่มจนกลายเป็นเอกลักษณ์สำคัญของชาวไท ยวน   

วันเวลาผันผ่าน เคลื่อนตัวไปตามความเร็วของเข็มนาฬิกา ความเป็นไท
ยวน ในดินแดนใหม่ เริ่มแปรสภาพไปสู่ความเป็นเมือง โดยหันไปใช้ผ้าทอจากโรงงาน แทนการทอผ้าด้วยภูมิปัญญาของตัวเอง จึงทำให้การทอผ้าจกลดน้อยลง จนเกือบสูญหายไปจากครัวเรือน ชมรมชาวไท - ยวน ราชบุรี ร่วมกับ ศูนย์สืบทอดศิลปะผ้าจก ราชบุรี วัดโขลงสุวรรณคีรี มูลนิธพัฒนาประชากรตำบลคูบัว สมาคมศิษย์เก่าโรงเรียนแคทราย จึงได้จัดตั้ง จิปาถะภัณฑ์สถาน บ้านคูบัว ขึ้น เพื่อสืบทอดภูมิปัญญาของบรรพชนให้คงอยู่ต่อไป

ภายในอาคารจิปาถะภัณฑ์ แบ่งการจัดแสดงไว้หลายห้อง อย่างห้องจัดแสดงศิลปวัถตุโบราณสมัยทวารวดี ซึ่งของที่นำมาจัดแสดงทั้งหมดนั้น มาจากโบราณวัตถุ ที่ชาวบ้านในตำบลคูบัว ขุดพบในที่นาของตนเอง ห้องวิถีชีวิตของชุมชนไทยวน จัดแสดงให้เห็นถึงการอยู่ไฟแบบดั้งเดิม วิถีความผูกพันของ พ่อ แม่ ลูก ในยามเย็น หลังเสร็จสิ้นจากการทำงาน ห้องอนุรักษ์ผ้าโบราณ วิถีแห่งการทอจก ส่วนห้องอื่นๆ นั้น ก็ได้จัดแสดงภูมิปัญญาของชาวไทยวนในรูปแบบต่างๆ เช่น เครื่องใช้ในการเกษตร ห้องจัดแสดงชาติพันธ์ในจังหวัดราชบุรี เป็นต้น       

ดร.อุดม สมพร ประธานกรรมการการจัดตกแต่งและจัดแสดง จิปาถะฑ์สถาน บ้านคูบัว และวิทยากรกิติมศักดิ์ ซึ่งเป็นลูกหลาน เลือดเนื้อเชื้อไขของชาวไทยวน บ้านคูบัวแท้ๆ ได้บอกขณะนำชมในส่วนต่างๆ ของพิพิธภัณฑ์ ว่า อยากจะทำให้ที่นี้ เป็นที่เชื่อมอดีตกับอนาคตเข้าไว้ด้วยกัน เพราะของบางชิ้น บางอย่าง ไม่ว่าจะเป็น เครื่องพิมพ์ดีด เครื่องเล่นแผ่นเสียง โทรศัพท์มือถือรุ่นกระติกน้ำ เครื่องเล่นโปรเจคเตอร์แบบเก่า คอมพิวเตอร์แมคอินทอชแบบพกพารุ่นแรกๆ สิ่งเหล่านี้อาจไม่ใหม่สำหรับผู้ใหญ่ แต่สำหรับเด็กที่เกิดหลังปี 2550 ของเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่ไม่เคยเห็นเลย           

ณ ที่แห่งใดเล่าจะสามารถยื้ออดีต ฉุนปัจจุบัน และรั้งอนาคตไว้ ในเวลาเดี่ยวกันได้ โดยปราศจากวัดของเข็มสั้น และเข็มยาว บนนาฬิกาเรือนงาม ได้ดีเท่ากับพิพิธภัณฑ์ แห่งนี้

.... 
จิปาถะภัณฑ์สถานบ้านครูบัว ตั้งอยู่ติดกับวัดโขลงสุวรรณคีรี ตำบลคูบัว จังหวัดราชบุรี เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 9.00-16.00 น. โดยไม่เสียค่าเข้าชม  

edit @ 5 Jun 2009 08:18:28 by kundao

text/photo: 150cm
.
.

นั่งรถไฟไปชมอดีต
(ตอนที่ 1) ลมหายใจของอดีต ที่มีตัวตน (หนังใหญ่ วัดขนอน) 

 


ในยามที่โลกแห่งความเป็นจริง ไม่มีสิ่งใดน่าพิสมัย กระทั่งออกซิเจนในอากาศ ก็ยังรู้สึกได้ถึงการเหือดหาย นาทีนี้ไม่มีอะไรดีไปกว่ากลับไปตั้งหลักและดื่มด่ำไปกับอดีตของวันวานอันทรงคุณค่าและมีความหมายอีกแล้ว...

และการเดินทางกลับไปสู่อดีตก็เริ่มต้นขึ้นด้วยขบวนรถไฟสายสีฟ้า แต่งแต้มด้วยหมู่มวลดอกไม้นานาพรรณ ภายใต้แนวคิด
เที่ยวไทยคึกคัก เศษฐกิจไทยครึกครืน และเพื่อนร่วมทางต่างวัยหลายสิบชีวิต มุ่งสู่สถานีราชบุรี จังหวัดที่ขึ้นชื่อเรื่อง โอ่งมังกร แต่สิ่งที่ตรึงใจให้เราเดินทางแบบประหยัดพลังงานไปหาในครั้งนี้คือ มรดกทางวัฒนธรรมที่หาดูได้ยาก อย่าง หนังใหญ่ มหรสพเก่าแก่ของไทยที่มีมายาวนานตั้งแต่สมัยสุโขทัย และมีการสืบทอดมาถึงปัจจุบัน โดยการดูแลของ พระครูพิทักษ์ศิลปาคม เจ้าอาวาส วัดขนอน และชาวบ้านในท้องถิ่น ร่วมกันสานต่อมรดกการแสดงชิ้นนี้ จากรุ่น สู่รุ่น

ทำให้หนังใหญ่ของวัดขนอนมีรูปแบบการแสดงที่เป็นของแท้และดั่งเดิม สามารถหาชมได้จากที่นี้เพียงที่เดียว เพราะมีการแสดงหนังใหญ่ไฟกะลาแบบโบราณ  ซึ่งเป็นการก่อกองไฟด้วยกะลา เพื่อให้เกิดเงาบนจอผ้า จนได้รับรางวัลจากองค์กรการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก
(UNESCO) และได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 6 ชุมชนดีเด่นของโลกที่มีผลงานในการอนุรักษ์ฟื้นฟูมรดกวัฒนธรรมเชิงนามธรรม


หนังใหญ่ เป็นต้นกำเนิดของโขน ที่ได้ยุบรวมเอาตัวหนังใหญ่กับคนมารวมกัน ให้คนมาแต่งองค์ทรงเครื่องจนกลายเป็นโขน แต่รูปแบบการเต้น การเดินนั้นเหมือนกัน…” พระครูพิทักษ์ศิลปาคม เจ้าอาวาสวัดขนอน กล่าวถึงความเป็นมาของหนังใหญ่ให้ผู้หลี้ภัยจากโลกแห่งความจริงอย่างเราฟัง ก่อนตัวละครในรามเกียรติ์จะมีชีวิตโลดแล่นขึ้น ด้วยฝีมือการแสดงของเยาวชนแรกรุ่น ผสมกลมกลืนกับวงดนตรีปี่พาทย์ และลีลาการพากย์ ของนักพากย์ที่เล่นเหมารวมทุกตัวในเรื่องรามเกียรติ์ ดึงหัวใจเราเข้าไปมีส่วนร่วมในทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นตรงหน้า กว่าจะรู้สึกตัวอีกทีการแสดงก็จบลงแล้ว


หลังจากการแสดงปิดฉากลง เราตรงไปยังพิพิธภัณฑ์หนังใหญ่ สถานที่จัดแสดงนิทรรศการ แผ่นหนังชุดดั่งเดิมเอาไว้ถึง 313 ตัว ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระราชดำริให้ทางวัดช่วยอนุรักษ์หนังใหญ่เดิมทั้งหมด และจัดทำหนังใหญ่ชุดใหม่ขึ้นมาแสดงแทน

 




ในระหว่างที่กำลังเดินชมความละเมียดละไม ในความงามของแผ่นหนัง แผ่นแล้ว แผ่นเล่า ในใจลึกๆ ก็ได้แต่ถามตัวเองว่า ตลอดระยะเวลา 26 ปีที่ผ่านมา เราไปอยู่ที่ไหน... แล้วทันใดความเจ็บปวดก็ร้าวลึกไปถึงก้นบึ้งหัวใจ เพราะคำตอบที่ได้คือ การจ่อมจมอยู่ในของโลกดิจิตอล และการแสวงหาวัฒนธรรมความทันสมัยของชาตินิยม...

edit @ 28 May 2009 07:53:52 by kundao

text: 150cm
photo: ขจรพงศ์ ชนะแสวง
.
.

สมาชิกสี่ขา คือความสุขที่ถูกเติมเต็มในบ้าน
สันทัด สีนะวัฒน์

ท่ามกลางโลกแห่งการเร่งรีบ ผู้คนเคลื่อนไหวราวกับยืนอยู่บนสายพาน บ้านถูกแปรสภาพเป็นอสังหาริมทรัพย์เคลื่อนที่ คงไม่มีอะไรน่าเจ็บปวด ไปยิ่งกว่าการอาศัยอยู่บนวัตถุเคลื่อนที่สี่ล้อ ยาวนานเกือบครึ่งหนึ่งของชีวิต บ้านกลายเป็นแก้วที่ไม่มีน้ำ ไม่มีการเติมเต็มความหมายที่แท้จริงลงไป แต่สำหรับคุณ สันทัด สีนะวัฒน์ ฝ่ายช่างภาพส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ท่านบอกว่า บ้าน คือความหมายของคำว่า ความสุข อย่างแท้จริง โดยเฉพาะการมีสมาชิกสี่ขาอยู่ในบ้านตลอด 30 ปีที่ผ่านมา

>>30ปีกับการผูกพันกับสัตว์เลี้ยงมาตลอดจนเขากลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต ส่วนหนึ่งของบ้านที่ขาดไม่ได้ครับ เคยคิดจะเลิกเลี้ยงเพราะไม่มีเวลา คิดว่าเอาเรื่องเรียนหนังสือ ทำงานก่อนดีกว่า เป็นไปไม่ได้ครับ ขาดไม่ได้ จนทุกวันนี้บ้านผมไม่เคยขาดสุนัขและสัตว์เลี้ยงอื่นๆ เลย บ้านผมเล็กครับแต่เป็นบ้านเล็กในป่าใหญ่ คนอาศัยอยู่ในพื้นที่นิดเดียว พื้นที่ที่เหลือซื้อขยายไปเท่าไหร่ ก็เป็นที่อยู่ของสัตว์หมดครับ (หัวเราะ) ทั้งไก่ ปลาแรดเผือก สวายเผือก นก กระต่าย สุนัข ยิ่งอยู่นานๆ ไปก็ยิ่งมากขึ้นทุกทีๆ ครับ เพราะผมรู้สึกว่าบ้านเป็นสถานที่ที่ให้ความสุข ไม่ต้องออกไปนอกบ้าน แล้วอีกอย่างต้นไม้ใบหญ้าที่ปลูกไว้สลับกันออกดอกออกผลตลอดเวลา จนกว่าผมจะตายมันก็จะยังบานอยู่อย่างนี้ ที่นี่มีแต่ไม้หอม ไม้มงคล ครับ ไม่เคยที่จะไม่มีดอกไม้บานวันไหนเลย เราพยายามสอนลูกด้วยว่าความสุขอยู่ที่บ้านนะลูก ถ้าลูกพบความเครียดนอกบ้านเขาสามารถรู้ว่าถ้าเข้ามาในบ้านแล้วเขาจะผ่อนคลาย เพราะบ้านเรามีสมาชิกมากมายรอให้เขามาเล่นด้วยอยู่ โดยเฉพาะสุนัขนี่แหละครับ


>>ตอนนี้เลี้ยงสุนัขตั้งแต่เล็กสุดไปใหญ่สุดครับ มีทั้ง ชิวาวา ดัชชุนด์พันธุ์เล็ก อิตาเลียนเกรย์ฮาวนด์ พันธุ์โตก็มีเซนต์ เบอร์นาร์ด บอร์ซอย บาสเสต ฮาวนด์  แล้วก็พันธุ์ไทยครับ ผมจะเป็นคนที่ชอบตั้งชื่อซ้ำๆ กันครับ ตัวไหนตาย พอได้มาใหม่ก็จะตั้งชื่อเหมือนเดิม มีความรู้สึกว่าขอให้เป็นตัวเดิม ไม่อยากให้หมดไปจากตัวเอง เพราะผูกพันมากครับ แต่ละตัวนิสัยดี ซื่อบริสุทธิ์ ขี้ประจบ เป็นมิตรที่ดีของบ้านครับ ผมเชื่อว่าถ้าเราให้สิ่งที่ดีแก่กันแล้วสม่ำเสมอ ทุกอย่างก็จะดีเอง


>>อย่างใบหญ้า พันธุ์บอร์ซอย เพศผู้ ขี้ประจบมาก เขาจะชอบเอาคางมาพาดบนไหล่แล้วทำจมูกฟูดฟาด ๆ จุ๊บๆ ที่แก้มผมครับ ส่วนลิลลี่ พันธุ์บอร์ซอย เหมือนกัน สองตัวนี้เลี้ยงมา
4-5 ปีแล้วครับ ลิลลี่เป็นสาวสวยอ่อนหวาน ชอบมานอนหนุนตักครับ ทั้งสองตัวเขาจะชอบทำแบบนี้ เวลาไม่เห็นกันนานๆ   คล้ายๆ อยากจะแสดงความรัก เวลากลับบ้านมาทีไร สองตัวนี้เป็นต้องรีบวิ่งไปรับถึงรถ จะเข้าบ้านก็ไม่ยอมให้เราเข้า อยากให้เล่นกับเขานานๆ เขาก็เอาตัวมาขวางไว้ เราก็บอกว่า หิวน้ำ ปวดฉี่ขอเข้าห้องน้ำก่อน ก็ไม่ยอมครับ อยากให้เล่นกับเขาท่าเดียว เหลือเชื่อครับ ไม่มีใครสอนเป็นเอง เป็นธรรมชาติครับ ใจต่อใจเราให้กัน ความสม่ำเสมอ แล้วก็ให้สิ่งที่ดี ถึงแม้เขาจะพูดไม่ได้ แต่ก็รู้เรื่องครับ ทุกตัวเราให้ความรักเท่ากัน แต่แยกเวลาเล่นอย่างใบหญ้ากับลิลลี่เขาจะอยู่หน้าบ้าน เข้าบ้านมาก็จะเล่นกับเขาก่อน  

>>ต้องบอกกก่อนว่า บ้านเราด้วยความที่สุนัขเยอะ หลายพันธุ์ แต่ละพันธุ์นิสัยใจคอไม่เหมือนกัน บางตัวดุ ดื้อ อย่างสุนัขไทยจะอยู่กับตัวอื่นลำบากเพราะเขาค่อนขางจะเป็นเอกเทศ เป็นอิสระ ดื้อ เพราะฉะนั้นเราก็แบ่งเป็นสัดส่วนว่าพื้นที่ตรงนี้สุนัขตัวนี้ ตัวนี้นะ  ลิลลี่กับใบหญ้าเขาจะคอยต้อนรับอยู่หน้าบ้าน  เดินออกมาหลังบ้านก็เจอถุงเงินคอยอยู่แล้ว ถุงเงินเป็นสุนัขพันธุ์ไทย

 

>>ถุงเงินน่าสงสารมาก เอามาเลี้ยงตั้งแต่ยังไม่ลืมตาเลยครับ แม่ตายตั้งแต่เขา 9 วัน เพราะไปกินยาเบื่อหนูเข้า แรกๆ กลัวจะเลี้ยงแล้วตายก็เลยเอาไปฝากเลี้ยงที่คลินิกเกือบเดือน กลับมาผิวสีชมพู อ้วนกลมเลยครับ ถุงเงินนิสัยดีมาก ต่างจากสุนัขพันธุ์ไทยตัวอื่นๆ ที่ดื้อมากๆ อาจเป็นเพราะว่าถุงเงินอยู่ใกล้ชิดกับเรามาตั้งแต่เล็ก ดื้อน้อยกว่าตัวอื่น ไม่ดุ ถุงเงินเป็นพี่ใหญ่ของบ้านช่วยดูแลน้องๆ ถุงเงินเขาจะอยู่กับชิวาวา จะคอยบอกเขาว่าดูแลน้องๆ นะลูก เขาก็จะรู้ว่าเขามีหน้าที่ดูแลน้องๆ ไม่กัด มีเหมือนกันเวลาเราเดินออกมาแล้วเขาก็จะเดินมาหามีหวงกันด้วยครับ เธอนานแล้วฉันบ้าง ถุงเงินเขาเป็นประเภทขาลุย ไม่กลัวใครเลย ถ้าตัวไหนเข้ามาถิ่นเขา เขาจะไม่ยอม ทะเลาะกันต้องแยกกลับที่

>>เขาเหมือนยาม กลางคืนออกมาดูเขา เขาจะนั่งเป็นยามเลยครับ คอยสอดสายตาดูโน่นดูนี่ เฝ้าบ้านเก่งมาก เหมือนมีสัญชาตญาณของการเป็นการ์ด รู้เลยถ้าคืนไหนเขาเห่าแสดงว่าต้องมีคนเดินผ่าน สุนัขเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราปลอดภัย ผมเองก็รู้สึกปลอดภัยเมื่อได้เห็นสุนัขอยู่ล้อมรอบเรา มีอยู่อย่างเดียวที่ถุงเงินกลัวคือเสียงฟ้าร้อง ถ้าวันไหนฝนตกฟ้าเรียงเสียงดังเขาจะวิ่งหาคนเลย ถ้าไม่มีใครเขาก็จะวิ่งไปวิ่งมาไม่มีจุดมุ่งหมาย บางทีก็ไปหลบซุกอยู่ใต้โต๊ะตัวสั่น  เหมือนเด็กเลยครับ

 >>ข้างบ้านก็มีจะสามสี 5 ขวบแล้ว เป็นบาสเสต ฮาวนด์ นิสัยดี พวกนี้น้ำลายจะเยอะแล้วเวลากินอะไรเนื่องจากหูมันยาวก็ต้องมีช่องแคบๆให้ใส่อาหาร หูจะได้ไม่ไปยุ่งกับอาหาร ตัวก่อนหน้านี่ก็ชื่อสามสี แต่หูสั้นกว่านี้ครับ

>>เรื่องสุขภาพ ใบหญ้ากับลิลลี่จะต้องดูแลเป็นพิเศษนิดนึงครับ เพราะเขามีปัญหาเรื่องผิวหนัง เพราะว่าเขาบอบบาง เป็นแผลง่าย อย่างเวลานอนที่แข็งๆ ก็จะเป็นแผลกดทับ ซึ่งแผลพวกนี้รักษาลำบากเหมือนกันเพราะว่าใส่ยาไปเดี๋ยวเขาก็ไปนอนทับอีก เพราะฉะนั้นก็เลยพยายามให้เขานอนบนที่นุ่มๆ จะได้ไม่เป็นแผลกดทับ ส่วนตัวอื่นๆ ไม่ค่อยมีปัญหาครับเพราะ เราเน้นเรื่องสุขลักษณะ มีสัตวแพทย์มาดูแลเป็นประจำ

>>จนถึงทุกวันนี้ได้บทสรุปว่า อย่าเลี้ยงเยอะ เพราะทุกตัวอยากเป็นส่วนหนึ่งของเรา ถ้าเลี้ยงเยอะแล้วดูแลไม่ทั่วถึง ตัวไหนที่เราเล่นด้วยน้อย ไม่ได้ดูแล เขาก็เหงา ตัวไหนอยู่ใกล้เรานี่แหม...อกผายไหล่ผึ่ง อย่านะเจ้านายฉัน ต้องฝึกให้เขาอยู่ด้วยกันให้ได้ ได้บทเรียนกับชีวิตตัวเองเลยครับ แต่ที่บ้านจะมีสัตวแพทย์เขามาประจำ มาช่วยดูแลให้ ฉีดวัคซีน ให้กินยาตลอดครับ

>>การเลี้ยงสัตว์ช่วยให้สุขภาพกายและสุขภาพจิตดีขึ้นจริงๆ จน 60 กว่าแล้วก็ยังแข็งแรงไม่เจ็บป่วยไม่เฉพาะแต่ผมคนเดียวนะครับ คุณหมอแสงโสมเอง ลูกๆ น้องแคน น้องพิณ ก็ยังช่วยให้เขาเรียนรู้จากการเลี้ยงสัตว์ในเรื่องของมองโลกในแง่ดี อ่อนโยน รู้จักแบ่งปัน รู้จักให้อภัย แล้วก็รู้จักรอ ไม่ใจร้อน เพราะผมเชื่อว่าความสุขเกิดจากการที่ได้อยู่กับสิ่งที่ตัวเองรัก ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบและการเรียนรู้ก็จะตามมา เริ่มต้นจากครอบครัว ครอบครัวเราอบอุ่น ออกไปข้างนอกเราก็ไม่หนาว เป็นยาป้องกันได้ครับ
 


ความสุขของคุณสันทัด สีนะวัฒน์และครอบครัว หาได้จากในบ้านจริงๆ ค่ะ แล้วความสุขของคุณผู้อ่านละค่ะอยู่ที่ไหน ใช่ที่บ้านของคุณหรือเปล่า...

 

 

edit @ 27 May 2009 21:18:12 by kundao

★ミ゙ช่างปั้น彡

posted on 27 May 2009 11:18 by petlover-corner  in column-Specialissue

text: 150cm
photo: ขจรพงศ์ ชนะแสวง

.
.

 

    ก้อนดินน้ำมันเล่าเรื่อง
บรรพต จำนงค์กิจ

 

ตอนเด็กๆ 2 ทุ่มเป็นเวลาที่ผมรอคอยมาก และต้องวิ่ง...มานั่งหน้าจอทีวีขาวดำ ยี่ห้อธานินทร์ในสมัยนั้น เพื่อเฝ้าดูข่าวในพระราชสำนักอย่างตั้งอกตั้งใจ ดูว่าวันนี้ผู้ชายคนนั้นทำอะไร เดินทางไปไหน ทำไมอากัปกิริยาต่างๆ ถึงได้ดูสง่างาม และโอบอ้อมอารีอย่างนี้ โตมาหน่อยถึงได้รู้ว่าผู้ชายในดวงใจของเราคนนั้นก็คือ พระมาหากษัตริย์ที่ทรงงานหนักทุกวันเพื่อพสกนิกรของพระองค์ บรรพต จำนงค์กิจ อดีตเทศมนตรี ตำบลวังชมพู จังหวัดเพชรบูรณ์ ย้อนความประทับใจที่มีต่อในหลวง ก่อนที่ช่วงเวลาแห่งการเฝ้าชื่นชมพระบารมีดั่งที่ผ่านมาได้สูญหายไป

>>ช่วงชีวิตวัยรุ่นของผมห่างหายไปจากการดูข่าวในพระราชสำนักเลย เพราะมัวแต่เอาเวลาไปกินเหล้าเมามายสังสรรค์กับเพื่อนทุกวัน จนกลายเป็นคนติดเหล้าเรื้อรัง พ่อแม่พาไปบำบัด เปลี่ยนชื่อเพื่อแก้ดวง กินน้ำล้างเท้าของพ่อแม่เพื่อแก้เคล็ดก็ไม่หาย เข้าโรงพยาบาลเป็นว่าเล่น เรียกว่าเป็นช่วงชีวิตที่อัปยศมาก แต่มีวันหนึ่ง ตอนนั้นเพิ่งออกจากโรงพยาบาลใหม่ๆ กำลังพักฟื้นอยู่บ้าน ว่างๆ ก็เดินไปเปิดทีวีดู ตกใจมาก เพราะภาพแรกที่ปรากฏคือ ในหลวง  นานเท่าไหร่แล้ว ที่ช่วงเวลานี้ได้หายไปจากชีวิตเรา นาทีนั้นเกิดคำถามกับตัวเองมากมาย สุดท้ายก็ให้คำตอบกับตัวเองว่า ไม่ไหวแล้วนะ ถ้าเรายังขืนทำตัวอย่างนี้ พ่อแม่คงเสียใจมามากพอแล้ว กับการกระทำไร้สาระของเรา ก็เลยพูดกับทีวี ซึ่งกำลังฉายภาพในหลวงอยู่พอดี ว่าตั้งแต่นี้ต่อไปผมจะเลิกเหล้าถวายในหลวง ซึ่งหลังจากนั้นมาผมก็ไม่เคยแตะเหล้าอีกเลยการกลับมานั่งที่เดิมที่ที่เมื่อครั้งเด็กเคยเฝ้ามองอย่างชื่นชม ทำให้เขาค้นพบตัวเองอีกครั้ง และหันมาใช้ชีวิตอย่างพอเพียงไม่ฟุ่มเฟือย ยึดแนวทางตามพระราชดำริของพระองค์ตลอดมา  ทุกวันนี้นอกจากขายเสื้อผ้าตามตลาดนัดแล้ว เวลาว่างระหว่างวันก็หมดไปกับการปั้นพระบรมรูปจำลองในหลวงด้วยดินน้ำมัน  

>>ภาพที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จ ณ สิงหบัญชร ทรงโบกพระหัตถ์ให้กับประชาชนที่มาเฝ้ารับเสด็จในวันเฉลิมสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ทำให้เราเกิดความประทับใจ อยากมีรูปของพระองค์ไว้เพื่อสักการะ ย้ำเตือนให้ประพฤติตนเป็นคนดี แต่ไม่อยากได้พระบรมฉายาลักษณ์ อยากได้พระบรมรูปจำลองมากกว่า ก็คิดว่าตัวเองน่าจะสร้างพระบรมรูปจำลองขึ้นเองได้ ก็เลยลองใช้ขี้เลื้อยผสมกาวลาเท็กซ์ดู แต่พอดีทางโรงเลื่อยเขาไม่ขาย จึงซื้อดินน้ำมันมาแทน แต่พอจะเริ่มปั้นกลับรู้สึกกลัว ไม่กล้าปั้น กลัวไม่เหมือน เพราะสิ่งที่เราจะปั้นเป็นของสูง ถ้าปั้นไม่สวยคนที่มาเห็นเขาจะว่าหรือเปล่า แถมเราเองก็ไม่ได้รำเรียนมาทางศิลปะด้วย เคยแต่ปั้นช้างปั้นม้าให้ลูกเล่น หยิบก้อนดินน้ำมันขึ้นมาดูทุกวันแต่ก็ยังกล้าไม่พอ จนเวลาผ่านไป 2 เดือน กระทั่งเกิดรัฐประหาร 19 กันยายน คิดว่าด้วยพระบารมีของในหลวงแท้ๆ ที่การทำรัฐประหารครั้งนั้นไม่มีการเสียเลือดเสียเนื้อแต่อย่างใด วินาทีนั้นผมเดินไปเปิดตู้ หยิบดินน้ำมันออกมา ความกลัวต่างๆ หายไปหมด เริ่มปั้นพระบรมรูปจำลองในหลวงโบกพระหัตถ์ ณ สิงหบัญชรเป็นองค์แรก  จากนั้นก็ปั้นพระบรมรูปจำลองมาเรื่อยๆ ซึ่งแต่ละองค์จะมีไม้มงคล 9 ชนิดฝังไว้ด้วย ไม่ว่าจะเป็น ไม้ตะค้ำ - ค้ำจุน, มะรุม -รักใคร่ นิยมชมชอบ, คูณ - เพิ่มทรัพย์สิน, มะยม - นิยมชมชอบ, ขนุน- สนับสนุน, ยอ  -สรรเสริญเยินยอ, รักษ์- รักษา, กาหลง-เมตตารักใคร่, ตะคอง  - คุ้มครอง แคล้วคลาด ปลอดภัย เพื่อความเป็นสิริมงคลและหวังว่า ไม้มงคลเก้าอย่าง จะไปอภิบาลพระวรกายของพระองค์ให้แข็งแรง



แม้จะไม่มีความรู้ทางด้านศิลปะมาก่อน แต่ก็เรียกว่าเป็นการปั้นโดยใช้ใจแห่งความศรัทธานำทางอย่างแท้จริง

>>พระบรมรูปจำลองที่ผมชอบที่สุด เป็นรูปที่พระองค์ทรงงานใส่เสื้อคลุม สะพายกล้อง พระหัตย์ถือแผนที่กับปากกา ชอบเพราะไม่ว่าจะมองกี่ครั้งก็จะมีแรง มีกำลังทำงาน เคยมีคนถามว่าจะปั้นพระบรมรูปจำลองในหลวงจนถึงเมื่อไหร่ ในเมื่อไม่ได้จำหน่าย ผมตอบเขาไปว่า ทุกวันนี้การปั้นพระบรมรูปจำลองของพระองค์กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตผมไปแล้ว และทุกครั้งที่ปั้นผมมีความสุข แล้วผมจะหนีความสุขของผมทำไม แล้วเวลาที่เราปั้น มีเด็กๆ มานั่งดู คอยซักถามด้วยความสนใจ ลุง... ในหลวงทำอะไรนะผมก็จะเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจ สอดแทรกพระราชดำรัสต่างๆ ให้เด็กๆ ฟัง เพราะเด็กๆ สมัยนี้ไม่เห็นภาพในหลวงทรงงานอย่างที่เราเคยเห็นเมื่อก่อน และการที่เราเล่าเรื่องราวให้เขาฟัง ผ่านการปั้นให้เขาดู เด็กๆ ก็จะเข้าใจและรู้ว่าในหลวงของเรานั้นทรงงานหนักเพื่อให้พสกนิกรของพระองค์มีชีวิตที่ดี แม้พื้นที่ทุรกันดานแค่ไหนพระองค์ก็เสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมเยือน ผมเชื่อว่าถ้าเราปลูกฝังสิ่งดีดี ให้กับเด็ก แม้อนาคตของเขาบางทีอาจเฉไฉไปบ้าง แต่ถ้าเขามีสิ่งยึดเหนี่ยว เราก็สามารถดึงเขากลับมาได้โดยใช้สิ่งที่เขายึดเหนี่ยวนั้นแหละ

 

และนี่จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผล ที่ทำให้คุณบรรพตตัดสินใจ เปิดแหล่งเรียนรู้สำหรับเด็ก ผ่านพระบรมรูปจำลองในหลวง ที่เขาเป็นคนสร้างสรรค์ ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการปลูกฝังให้เด็กๆ เกิดความรักในหลวง รักสถาบันพระมหากษัตริย์ และภูมิใจที่เกิดในผืนแผ่นดินไทย เช่นเดียวที่เคยเกิดขึ้นกับ คุณบรรพต จำนงค์กิจ 
 

edit @ 27 May 2009 11:54:17 by kundao

★ミ゙เบสท์- อธิชา彡

posted on 27 May 2009 06:42 by petlover-corner  in column-HotStar

text: 150cm
photo: ขจรพงศ์ ชนะแสวง

.
.

Naughty Cat

เบสท์- อธิชา พงศ์ศิลป์พิพัฒน์

หากใครยังซาบซึ้งกับบทภาพยนตร์เรื่อง รักแห่งสยามอยู่ YP ฉบับนี้คงไม่สายเกินไป ที่จะนำผู้อ่านมาทำความรู้จักกับ น้องเบสท์- อธิชา พงศ์ศิลป์พิพัฒน์ หรือ โดนัทหนึ่งในตัวละครหลักของภาพยนตร์เรื่องนี้ ในมุมที่เราชาวคนรักเจ้าสี่ขาไม่ควรพลาด และในขณะที่คุณกำลังอ่านอยู่นี้ คงจะได้เห็นบทบาทใหม่ๆ ของเธออยู่หน้าจอทีวีในอัตราความถี่ที่สูงแล้วล่ะ เพราะเธอก้าวสู่เส้นทางของคนบันเทิงอย่างเต็มตัว จนกลายเป็นดาวดวงใหม่ ไฟแรงอีกดวงหนึ่งในยุคนี้


>>สำหรับบท โดนัท ในภาพยนตร์เรื่อง รักแห่งสยาม ถือว่าเป็นใบเบิกทางให้ทุกคนรู้จักเบสท์มากขึ้นค่ะ ซึ่งก่อนที่จะมาแสดงภาพยนต์เรื่องนี้ เบสท์ถ่ายเอ็มวีมาแล้ว 20 กว่าตัว เพลงที่รู้จักกันก็จะมี ขอเจ็บแทน ของวงแคลช (Clash) เพลงไม่มีวันอยู่แล้ว ของพี่โต้ ศักดิ์สิทธิ์ มีถ่ายโฆษณาบ้าง แต่จะเน้นถ่ายภาพนิ่งซะส่วนใหญ่ ซึ่งอาจจะมีคนรู้จักแค่กลุ่มเล็กๆ แต่หลังจากได้ร่วมงานในภาพยนตร์ รักแห่งสยาม ก็ทำให้คนรู้จักเบสท์ในวงกว้างมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังทำให้เราก้าวไปสู่งานบันเทิงชิ้นต่อๆ ไปด้วยค่ะ อย่างล่าสุดก็เพิ่งไปถ่ายเอ็มวีเพลง someone ของบี้ เดอะสตาร์ ที่มาเก๊ามา และกำลังจะเปิดกล้องละครเรื่อง ความรักของ super Star ของค่าย Exact  เล่นกับพี่มอส พี่แป้ง อรจิราค่ะ  การพยายามพัฒนาศักยภาพของตัวเองในด้านการแสดงให้ดีที่สุดจึงเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับเบสท์ ไม่ใช่อยู่ในวงการนี้ได้เพราะหน้าตา แต่เราต้องอยู่ให้ได้ด้วยความสามารถจริงๆ

ในวันนี้เราเห็นและรู้จักน้องเบสท์ในฐานะนักแสดง ทั้งจากผ่านแผ่นฟิล์ม จอแก้ว และหน้านิตยสาร สำหรับชีวิตสบายๆ นอกเส้นทางมายานั้น เธอนักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะศิลปกรรมศาสตร์ เอกการแสดงและกำกับการแสดง มหาวิทยาลัยศรนครีนทรวิโรฒ แถมยังมีเพื่อนน่ารักๆ อย่างเจ้า
การ์ฟิวคอยป่วนหัวใจเล่นอยู่ที่บ้าน


>>ด้วยความที่เบสท์ชอบดูการ์ฟิวมาก เลยรู้สึกว่าอยากเลี้ยงแมวที่เหมือนการ์ฟิว อยากได้แมวสีส้มมากตั้งแต่เด็กๆ แล้วค่ะ แต่ก็ไม่รู้จะไปหาซื้อที่ไหน จนกระทั่งบังเอิญไปเจอที่จุฬา ซึ่งทุกๆ วันศุกร์เขาจะมีตลาดนัด แล้วจะมีมูลนิธิต่างๆ เขาเอาแมว เอาหมา มาหาบ้านเยอะแยะเลย มีอยู่วันหนึ่งเบสท์กับพี่สาวไปเดินเล่นก็ไปเจอเข้า เขาเป็นแมวสีส้มตัวเดียว ในจำนวนแมวหลายๆ สี เห็นสีส้มปุ๊บอุ้มกลับบ้านเลยค่ะ ตอนนั้นเขาอายุน่าจะประมาณ 3 เดือน เขาน่ารัก ถูกชะตามากก็เลยเอากลับมาเลี้ยง และด้วยความที่ชอบการ์ฟิวก็เลยตั้งชื่อเจ้าแมวตัวนี้ว่า การ์ฟิว ด้วย แต่ไม่ค่อยเรียกว่าการ์ฟิวหรอกค่ะ เรียกไม่หัน ต้องเรียกไอ้เหมี้ยว


ในขณะที่ใครๆ ต่างก็ต้องการเลี้ยงแมวพันธุ์ดีดี มีชาติ มีตระกูลให้เห็น แต่น้องเบสท์และครอบครัวกลับเลือกที่จะอุปการะจากมูลนิธิ เพราะเธอมองว่าการดูแลเอาใจใส่และการเติมเต็มความรักให้แก่กันต่างหากที่สำคัญ

>>เบสท์เชื่อว่าหลายๆ คนก็อยากได้แมวที่หน้าตาดี พันธุ์ดีดี อยู่แล้ว แต่เบสท์มองว่าแมวที่เขาขายทั่วไป ถ้าเราไม่ซื้อก็มีคนอื่นเขาซื้ออยู่แล้ว แต่แมวจรจัดที่ทางมูลนิธิไปช่วยมาเหล่านี้ คนที่อยากรับไปเลี้ยงก็มีน้อย แล้วเราก็ไม่รู้ว่าชะตาชีวิตของเขา ต่อไปจะเป็นยังไง การที่เราไปรับเขามาอย่างน้อยๆ ก็ได้ช่วยแมวที่น่าสงสารตัวหนึ่ง แล้วให้เขาได้รับความรักความอบอุ่นจากเราเต็มที่ น่าจะเป็นสิ่งที่ดีกว่า และเรายังได้ช่วยเหลือสัตว์ที่ถูกทอดทิ้งด้วย จริงๆ เราไม่จำเป็นต้องไปซื้อแมวแพงๆ หรือไปซื้อสัตว์เลี้ยงที่พันธุ์ดีๆ ก็ได้ มันอยู่ที่เรา รับเขามาแล้วเราดูแลใส่ใจเขาแค่ไหนมากกว่า อย่าไปมองว่าเอ้ย...มันจรจัด มันตระกูลไม่ดี พันธุ์ไม่ดี เรามองว่าเขาจะมาอยู่เป็นเพื่อนเราตลอดไปก็พอค่ะ

สำหรับเจ้า การ์ฟิว สมาชิกสี่ขาในบ้านของน้องเบสท์ตอนนี้มีชีวิตที่สุขสบายมาก จนน้องเบสท์ทนไม่ไหวต้องมานั่งยางถึงนิสัยห่ามๆ ให้เราฟังชนิดเผาขนกันเลยทีเดียว


>>นิสัยที่ติดตัวเจ้าการ์ฟิวมาตั้งแต่เด็กๆ คือชอบกัด กัดทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า แรกๆ คิดว่าคงจะคันปากก็ปล่อยให้กัด ไป จนกระทั่งโตเป็นหนุ่มแล้วก็ยังไม่หาย สังเกตได้จากมือเบสท์ค่ะ มีแผลเต็มไปหมด เคยไปปรึกษาคุณหมอครั้งหนึ่ง คุณหมอบอกว่าแมวบางตัวเล่นแรง เป็นนิสัยที่แก้ไม่หายแล้ว ซึ่งตอนที่ไปรับมาเลี้ยง เขาก็บอกมาเหมือนกันว่าแมวสีส้มโตขึ้นจะซนมาก จริงอย่างที่เขาบอกทุกประการเลยค่ะ ดูได้จากงานอดิเรกที่เขาชอบทำเป็นประจำคือ ตระเวนรังแกจิ้งจก ไล่จับแมลง แกล้งคางคก แถม ยังเป็นประเภทกินหมดทุกอย่าง ขนาดผักยังกินเลยค่ะ แค่ได้ยินเสียงถุงพลาสติกหูก็ตั้งแล้วค่ะ โดยที่ไม่รู้ว่ากินได้ ไม่ได้ อาศัยวิ่งเข้าใส่ไว้ก่อน โดยเฉพาะเสียงอาหารเม็ด ได้ยินปุ๊บวิ่งปรู๊ด...แบบไม่คิดชีวิตมาหาแล้วค่ะ

>>ทุกๆ เช้าเขาจะทำหน้าที่ตระเวนปลุกคนโน้นคนนี้ เขาจะรู้ว่าใครตื่นก่อน ตื่นหลังและตื่นเวลาไหน บางครั้งถ้าห้องไหนสายไปสักนิดก็จะมาส่งเสียงร้องหน้าห้องแล้ว เพื่อจะให้เราลงไปเปิดประตูให้เขาออกไปนอกบ้าน บางทีพ่อไม่ยอมเปิดประตูให้ เขาก็จะขึ้นไปนั่งรอ นั่งร้องห้องคนต่อไป และถ้าหนูปิดประตูห้องไม่สนิท เขาก็จะพยายามเขี่ยประตู จนเข้ามาได้สำเร็จ จากนั้นก็ขึ้นมานัวเนียทำการปลุกเสร็จสรรพค่ะ ถึงแม้ว่ามันจะเคยเป็นแมวจรจัดมาก่อน แต่ความฉลาดล้ำเลิศค่ะ เขารู้แม้กระทั่งว่าน้องน้ำส่วนตัวเขาอยู่ไหน บางครั้งพาเขาไปข้างนอกแล้วเขาปวดฉี่มาก พอกลับถึงบ้านปุ๊บวิ่งไปเข้าห้องน้ำทันที เคยมีครั้งหนึ่งเอากล่องที่ใส่ทรายของเขาออกไปตากแดด เขาก็จะมานอนกลิ้งๆ อยู่ข้างๆ กล่อง พอเอาไปวางให้เขาที่เดิมปุ๊บกระโดดขึ้นทำภารกิจส่วนตัวทันที

ถึงแม้จะห่ามไปนิด โหดไปหน่อย แต่ก็เป็นตัวป่วนที่นำความสุข ความสนุกสนาน มาสู่ครอบครัวได้ไม่เว้นแต่ละวัน

>>เห็นซนๆ อย่างนี้ บางเวลาเขาก็ขี้อ้อนเหมือนกันค่ะ ชอบอยู่ใกล้คน เห็นใครนอนเล่น นั่งเล่นกันตรงไหนก็จะมาเบียด เอาตัวมาแทรก แต่ถ้าเราเกิดไม่สนใจขึ้นมา เขาก็จะเบื่อ วิ่งหลบไปอยู่คนเดียว บางทีอารมณ์ไหนก็ไม่รู้เข้าไปนอนในเครื่องซักผ้าเฉยเลย เขาชอบนอนที่ที่มีผ้านุ่มๆ ทั้งๆ ที่ตัวเองก็มีที่นอน มีผ้าให้ มีหมอน มีตุ๊กตา มีของเล่น แต่ก็ไม่สน หรือบางครั้งเราจะขึ้นข้างบน แล้วหันมาบอกเขาว่าห้ามตามมานะ เขาก็จะทำทีว่าไม่ตามก็ได้ ไม่เห็นจะสนใจเลย.... แต่เขาจะแอบทำตัวลีบๆ หลบไม่ให้เราเห็นข้างบันได แต่โอ้โห...หลบมิดชิดมากค่ะ หูกับหางนี่เด่นสง่าอยู่หลังบันไดเลยค่ะ ชอบแอบไม่ให้เราเห็น เห็นแล้วขำทุกที ท่านอนก็ไม่ธรรมดานะค่ะ ชอบนอนก่ายหน้าผาก เหมือนคนปลงไม่ตกยังไงอย่างนั้นเลย ทุกคนที่บ้านเป็นห่วงเขามากค่ะ มีอยู่ช่วงหนึ่งที่อากาศหนาวมาก ทุกคนต่างพากันเป็นห่วงกลัวว่ามันจะหนาว เลยไปซื้อเสื้อหนาวมาให้เขาใส่ โอโห้...บ้านแทบแตกค่ะ ดิ้นสุดชีวิต สะบัดหัว สะบัดหาง ไม่ยอมให้ใส่ เป็นแมวที่ไม่ชอบใส่เสื้อผ้า หรือปลอกคอเลยค่ะ

ทุกๆ นาทีที่ผ่านมาด้วยกัน ก่อเกิดเป็นความผูกพันที่ยิ่งใหญ่ ช่วงเวลาที่เคยเหงา เคยเศร้าอย่างเดียวดาย ก็กลับกลายเป็นช่วงเวลาที่มีกันและกันไว้ปลอบโยน

 

>>สำหรับหนู การ์ฟิวเป็นเหมือนเพื่อนมาก เวลาเหงาๆ เศร้าๆ หรือเสียใจกับอะไรมา ก็มีเขานี่แหละที่คอยรับฟังทุกอย่าง โดยไม่มีปาก ไม่มีเสียงแต่อย่างได ถึงแม้มันจะกัดใส่เราบ้าง แต่ก็เข้าใจว่าเขาอยากเล่นกับเรา มากกว่าที่จะคิดทำร้ายเราจริงๆ ได้นั่งดูเขาเล่น เขานอน โดยเฉพาะท่านอนแปลกๆ ที่ครีเอทขึ้นใหม่ไม่ซ้ำแต่ละวัน ก็ยิ้มได้แล้วค่ะ เขาเป็นตัวที่ทำให้เรามีความสุขมากขึ้นจริงๆ นะ ไม่เคยมีวันไหนที่ไม่ถามถึง บ่อยครั้งที่ออกไปเดินเล่นข้างนอก แล้วเห็นพวกตุ๊กตาแมว ภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับแมว หรืออะไรก็ตามที่เป็นแมวๆ หน้าเขาก็ลอยมาทันที


 
การมีกันและกันในวันที่เงียบ เหงา และเดียวดาย ก็เป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะช่วยเติมเต็มกำลังใจให้แก่กันได้ เป็นอย่างดี เช่นเดียวกับ เจ้าแมวจอมซนกับดวงดาวที่กำลังสุขสว่างท่ามกลางใจของใครๆ หลายคนอยู่ในขณะนี้.PLC,  

edit @ 27 May 2009 07:10:57 by kundao

text: 150cm
photo: ขจรพงศ์ ชนะแสวง
.
.
Age of Reason
ร.ท. (หญิง) วันทิตา ลิ่วเฉลิมวงศ์


ในยุคแรกเริ่มของการเกิดความคิดแบบเสรี (ค.ศ. 1700) สตรีชาวอังกฤษผู้หนึ่งที่ชื่อ แมรี่ วอลสโตนคราฟท์ (Mary Wollstonecraft)ออกมาประกาศให้โลกรู้ว่าผู้หญิงควรจะได้รับสิทธิในการศึกษา การทำงาน รวมไปถึงการมีบทบาททางการเมืองเท่าเทียมกับผู้ชาย จนเกิดเป็นแนวคิด สิทธิสตรี ที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นครั้งแรกในโลก มาถึงในยุคที่ถูกเรียกว่า โลกาภิวัฒน์ดูเหมือนคำว่า สิทธิสตรีไม่เคยจะสูญสิ้นไปไหน ผู้หญิงยังคงแสดงบทบาทความสามารถออกมาให้เห็นอนุภาพที่ยิ่งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น อองซานซูจี สตรีผู้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของโลก ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ เภสัชกรหญิงผู้คิดค้นยาลดการติดเชื้อเอดส์จากแม่สู่ลูกได้เป็นคนแรกของโลก

เช่นเดียวเธอคนนี้ ร้อยโทหญิง วันทิตา ลิ่วเฉลิมวงศ์ กับการเข้าไปเป็นฟันเฟืองชิ้นสำคัญในองค์กรทหารไทย ในบทบาทของ ทหาร ประจำสำนักงานเจ้ากรมข่าวทหารบก นี่อาจเป็นแค่จุดเริ่มต้น แต่ดูจากการออกตัวแล้วไม่ว่าปลายทางจะไกลแค่ไหน เชื่อได้เลยว่าทหารสาวคนนี้จะต้องไปถึงเส้นทางที่เธอต้องการได้อย่างง่ายดาย ซึ่งวันนี้เธอมาเป็น GUEST พิเศษ ที่จะมาบอกเล่าเรื่องราวในวันวาน และการมาเป็นเธอที่น่าภาคภูมิใจในวันนี้ ให้เราได้สัมผัสกัน

แคทเรียนจบปริญญาตรี จากจุฬาลงกรณ์ ในคณะนิติศาสตร์ หลังจากจบมา ตั้งใจว่าจะมาช่วยธุรกิจที่บ้าน จึงเรียนต่อปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ MBA Management สาขาการจัดการที่ Strayer University ที่สหรัฐอเมริกา แต่หลังจากกลับมาเมืองไทย แคทมีความรู้สึกว่า ถ้าเรามาดูแลธุรกิจอย่างเต็มตัวเลย อาจจะตามคนอื่นไม่ทัน เพราะเรายังไม่มีประสบการณ์การทำงานจากที่อื่นมาก่อนเลย ก็เลยคิดว่าเราน่าจะหางานอย่างอื่นทำก่อนเพื่อเก็บประสบการณ์ แต่ก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองจะเข้ามาทำงานราชการเลย นับว่าเป็นโอกาสที่ดีมากค่ะ ซึ่งเรามองว่าการเป็นทหารเป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากที่อื่น ก็เลยลองมาเป็นทหารดู โชคดีที่คุณพ่อ คุณแม่ก็สนับสนุนเต็มที่ เลยได้รับราชการทหารมาจนถึงทุกวันนี้ และกำลังจะได้รับปริญญาบัตรอีกหนึ่งใบ ทางด้านรัฐศาสตร์การจัดการการเมือง ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง
 
บนเส้นทางชีวิตที่มีช่วงรอยต่อที่แตกต่างกันมาตลอด จนกระทั่งเข้ารับราชการเป็นทหาร ประจำสำนักงานเจ้ากรมข่าวทหารบก แน่นอนว่าการเป็นทหารไม่ใช่เส้นทางที่ถูกปูไว้สำหรับผู้หญิง การที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะมีโอกาสเข้าไปอยู่ ณ จุดนั้นได้ จะต้องได้รับการฝึกฝนอยากหนักด้วยเช่นกัน          

แคทเข้ามารับราชการเป็นทหารตั้งแต่เดือน ก.ค. 2547 สังกัดกองทัพบก รวมไปถึงกองต่างประเทศด้วย และได้มีโอกาสไปช่วยราชการที่สำนักงานผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกและผู้บัญชาการทหารบก ส่วนปัจจุบันรับราชการอยู่ที่สำนักงานเจ้ากรมข่าวทหารบก โดยมีหน้าที่ประสานงานด้านธุรการต่างๆ และอีกหนึ่งหน้าที่คือ เป็นเลขานุการคณะกรรมการองค์กรอิสระแห่งสภานิติบัญญัติค่ะ ก่อนหน้าที่จะเข้ามารับราชการทหารติดยศร้อยโทได้นั้น จะต้องได้รับการฝึกฝนอย่างหนัก เช่นเดียวกับนักเรียนนายทหาร ยิงปืน อ่านแผนที่ เรียนรู้วิธีการเคารพแบบทหาร รวมถึงการเรียนรู้ธรรมเนียมปฏิบัติ และการวางตัวในแบบทหารด้วยค่ะ ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมว่
เข้าไปอยู่ในองค์กรทหารแล้วจะต้องวางตัวอย่างไร   
      
การมีชีวิตอยู่ภายใต้เครื่องตรายศ ร.ท.(หญิง) ไม่เพียงแต่สร้างความภาคภูมิใจให้กับตัวเองและครอบครัวเท่านั้น หากแต่มีแง่มุม ข้อคิดกลับมาใช้สอนชีวิตอีกด้วย

การเป็นทหาร นอกจากจะให้ความรู้สึกภาคภูมิใจแล้ว ยังทำให้เรารู้จักเสียสละกับส่วนรวมมากขึ้นด้วย รู้จักอยู่ในกฎระเบียบที่ชัดเจน รู้จักธรรมเนียมปฏิบัติ ทำให้เรานอบน้อม และการได้ใส่ชุดทหารก็นับว่าเป็นเกียรติอันสูงสุดของชีวิต เพราะถือว่าเครื่องราชอิสริยายศทุกอย่างได้รับพระราชทานมา เพราะฉะนั้นการใช้ชีวิตในรูปแบบใดก็ตาม ต้องให้เกียรติเครื่องแบบด้วย ต้องวางตัวให้ดี นอกเครื่องแบบแคทอาจเป็นคนสนุกสนาน เฮฮา แต่หลังจากที่เราได้ชื่อว่าเป็นทหารแล้ว เวลาเราไปไหนมาไหนคนเริ่มรู้จัก เราก็ต้องวางตัวมากขึ้น ไม่ให้ชื่อเสียงขององค์กรที่เราอยู่เสียหาย                


การทำงานอย่างมีความสุขและสนุกกับมัน (Work & play) ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่สามารถลดสภาวะความเครียดในระหว่างการทำงานได้ เช่นเดียวกับร้อยโทหญิงคนนี้ ที่ดูเหมือนจะอยู่ในองค์กรที่มีระบบทำเนียนปฏิบัติเคร่งครัด ชัดเจน แต่ดูเธอจะสนุกกับงาน จนไม่มีร่องรอยของความเครียดให้เราเห็น          

จริงๆ แล้วแคทเป็นคนเข้ากับคนง่าย อารมณ์ดี แคทถือคติที่ว่า ทำทุกวันให้ดีที่สุด ทำยังไงให้ตัวเองมีความสุขที่สุด โดยไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น  และสิ่งสำคัญคือเราต้องแยกแยะเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวออกจากกัน อย่างทหารเขาจะมีทำเนียนปฏิบัติที่ชัดเจน ทหารชั้นผู้น้อยต้องเคารพ ทหารชั้นผู้ใหญ่เชื่อฟังความคิดเห็น ระบบการทำงานชัดเจนมาก ไม่ต้องแข่งขันกัน ไม่มีความขัดแย้ง ถึงแม้จะเครียดบ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็ผ่านไปด้วยดี เพราะทุกคนร่วมมือกันแก้ปัญหาด้วยความประนีประนอม ถามว่าสนุกกับการทำงานไหม สนุกค่ะ เพราะว่าหน้าที่การงานบางครั้งมันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ได้ดูภาพรวมขององค์กร ได้รับความไว้วางใจจากผู้ใหญ่


ในช่วงจังหวะว่างเว้นจากวันและเวลาราชการ การทำบุญก็เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่เธอชื่นชอบและหมั่นทำอยู่เป็นประจำ        

แคทชอบทำบุญ แต่ก็ไม่ได้จำกัดนะคะ ว่าจะต้องทำที่ไหน เมื่อไหร่ เพื่ออะไร แคทคิดว่าชีวิตเราได้ออกเดินทางมาเรื่อยๆ และการได้รู้จักการแบ่งปันตลอดเส้นนั้นก็เป็นสิ่งที่ดี ถ้าเราเกิดมามีพอที่จะใช้แล้ว ก็ควรจะแบ่งปันคนอื่นบ้าง อาจไม่ใช่การทำบุญกับพระเพียงอย่างเดียว เจอกระปุกที่ไหนเราก็หยอด มันเป็นสิ่งที่ทำให้เราสบายใจกับการได้เป็นผู้ให้
       

การได้นั่งเล่นกับเพื่อนสี่ขาในบ้าน ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีผ่อนคลายจากการทำงานได้อย่างยอดเยี่ยม แต่น่าเสียดายที่เธอบอกกับเราด้วยใบหน้าที่แฝงไว้ด้วยความเศร้าว่า เพื่อนสี่ขาตัวโปรดของเธอเพิ่งจะเสียชีวิตไป และยังทำใจไม่ได้ที่จะหาใครมาทดแทน ณ ตอนนี้         
 
เวลาพักจากงานถ้าไม่ไปไหน ก็จะอยู่บ้านเล่นกับอะโค่ ซึ่งเป็นสุนัขพันธุ์บาสเสต ฮาวนด์ แคทชอบเล่นโยนขนมให้เขากระโดดงับโดยไม่ให้ขนมตกพื้น จับเขาอาบน้ำบ้าง อยู่กับเขาแล้วรู้สึกหายเหนื่อยนะ เหมือนเราคุยกับเขารู้เรื่อง สื่อสารกันได้ รู้ว่าเขาอยู่ในอารมณ์ไหน รู้สึกยังไง แคทรักอะโค่มาก เราอยู่ด้วยกันตลอด นอนด้วยกัน เล่นด้วยกัน มาเป็น 10 ปี แต่เมื่อไม่นานมานี้เขาพึ่งเสียไป เพราะความชราภาพบวกกับโรคปอด เขาเสียระหว่างทางที่จะไปโรงพยาบาลพอดี ตอนที่เขาเสียคุณหมอขอร่างกายเขาไว้ให้นักศึกษา เราก็ได้แต่หวังว่าเขาจะได้บุญ ได้กุศล จากการอุทิศร่างกายของตัวเองเพื่อการศึกษาที่เป็นประโยชน์ต่อน้องหมาตัวอื่นๆ   หลังจากอะโค่เสียไปก็ไม่เลี้ยงสุนัขอีกเลย เพราะรู้สึกทนไม่ไหวกับการสูญเสีย
 
ดูเหมือนการย้อนวันวานกลับไปหาอะโค่ เมื่อครั้งที่เคยมีความทรงจำร่วมกัน ร้อยโทหญิงคนนี้ดูจะอิ่มเอมไปด้วยความสุขที่แสดงออกมาทางแววตา และท่าทางให้เห็นอย่างชัดเจน        

อะโค่เขาเป็นสุนัขประเภทที่เอาแต่ใจตัวเองมากๆ ฉลาดสุดๆ เขาจะมีเพื่อนอีกตัวหนึ่งเป็นสุนัขของคุณแม่ชื่อกุนเชียง สุนัขพันธุ์ดัชชุนด์ อะโค่จะรู้ว่ากุนเชียงรักคุณแม่มาก กุนเชียงจะขึ้นไปนอนเล่นบนเบาะกับคุณแม่ อะโค่ก็จะมีวิธีทำให้กุนเชียงลงมาจากเบาะได้ทันที เพื่อตัวเองจะได้ขึ้นไปนอนซะเอง เป็นหมาที่ขี้อิจฉาค่ะ ไม่ค่อยยอมคน แต่อยู่ด้วยแล้วก็มีเรื่องให้ตลก มีอะไรให้ขำเยอะมาก ส่วนใหญ่แคทจะชอบพาเขาไปเที่ยว มีงานสุนัขที่ไหนก็จะพาเขาไปด้วยทุกครั้ง อยากให้เขาไปเจอเพื่อน ไปเจอสังคมอื่นบ้าง ที่สำคัญคือพาเขาไปหาพ่อ เพราะว่าพ่อเขาเป็นสุนัขประกวด เวลามีงานพ่อเขาก็จะไปประกวดด้วย แคทก็จะพาเขาไปเจอพ่อ  ถึงตอนนี้เขาเสียไปแล้ว ก็ยังคิดถึงอยู่เสมอ มีรูปเขาวางอยู่หัวเตียงตลอด จำได้ว่าทุกครั้งที่แคทกลับบ้านดึกเขาก็จะนั่งรอ หรือถ้าเราไปต่างประเทศนานๆ เขาก็จะกินข้าวไม่ค่อยได้ เวลาเหนื่อยๆ กลับบ้านมาเหมือนเขาจะรู้ว่านายเขาไม่สบายนะ เขาก็จะมานั่งมองหน้า....เป็นกำลังใจให้เราเสมอคะ

             

การมีช่วงเวลานอกราชการกับการได้อยู่ใกล้ชิดกับเพื่อนสี่ขาในบ้าน และการได้ทำหน้าที่เป็นผู้ให้ เป็นสิ่งที่ทำให้ ร.ท. (หญิง) วันทิตา ลิ่วเฉลิมวงศ์ หรือคุณ แคท มีความสุข ควบคู่ไปกับช่วงเวลาราชการกับภาระหน้าที่ของทหารสาว ในองค์กรทหารไทย ได้อย่างสมบูรณ์ จุดประกายให้กับผู้หญิงทั้งประเทศได้สะท้อนมุมมองของชีวิตภายใต้แนวคิดที่เปี่ยมด้วยความสามารถจากพลังของผู้หญิง

......

Thank: OZONO

edit @ 27 May 2009 10:33:59 by kundao

★ミ゙ศิลปะ “ปะปะ-ติดติด”彡

posted on 26 May 2009 09:46 by petlover-corner  in column-PetLover

text: 150cm
photo: Haru
.
.
ผลลัพธ์ของความรัก แมว
ศิลปะ ปะปะ-ติดติด       


          “คุณฮารุ ทักษิณา พิพิธกุล หนึ่งในศิลปินผู้รักแมวจากนิทรรศการ C.O.M.A หรือ Cat Ordinary Mega Arts ซึ่งจัดแสดงขึ้นที่ The Silom arts Galleria เมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา จากความรัก ความผูกพันที่เธอมีต่อเจ้าแมวตัวโปรด ถูกกลั่นกรองออกมาเป็นผลงานศิลปะในรูปแบบประติมากรรมหรือจิตรกรรมโดยการเล่นสีผ่านวัสดุ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการใช้ชีวิตที่เรียบง่าย โดยสื่อผ่านพฤติกรรมต่างๆ ของเจ้าเหมียว

         “ภาพที่นำเสนอออกมานั้นเป็นการหยิบเอาท่าทางและอารมณ์ในชีวิตประจำของแมว ซึ่งการใช้ชีวิตของแมวจะอยู่บนพื้นฐานของความต้องการที่พอดีๆ กิน นอน เล่น ขับถ่าย ตามสัญชาติญาณ แค่สิ่งที่จำเป็นสำหรับการดำรงอยู่ อย่างเวลากิน แมวก็จะกินแต่พออิ่มไม่เหมือนคนบางคนที่กินเพราะอยาก การได้นั่งสังเกต เราจะมีความสุขและได้เรียนรู้จากชีวิตที่เรียบง่ายของแมว ซึ่งนี่แหละคือ ชีวิตที่แท้จริงที่เราอยากเอามาเป็นแบบอย่าง
         
         “อีกทั้งผลงานชิ้นนี้ก็ยังเป็นการแสดงออกซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสัตว์ ซึ่งในที่นี้คือ แมว เราชอบเฝ้ามองการใช้ชีวิตของพวกเขาที่ดำเนินไปอย่างเป็นธรรมชาติๆ ไม่ได้ต้องการสิ่งเสริมแต่งให้กับชีวิตมากมาย การแสดงทางอารมณ์ก็ตรงไปตรงมาไม่ซับซ้อนดี แมวเป็นเพื่อนสี่ขาที่เข้าใจง่าย เรียนรู้กันไปไม่นานก็จะรู้ว่าแต่ละตัวนิสัยอย่างไร
         
ทุกๆ อากัปกิริยาของแมวนั้นน่าสนใจจริงๆ หลายครั้งที่เราก็เฝ้าสังเกตพฤติกรรมเพื่อที่จะได้เรียนรู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ แมวก็เหมือนคนนะ เขาก็มีความรู้สึก มีชีวิตจิตใจ และมีบุคลิกลักษณะเฉพาะตัว นิสัยของแมวแต่ละตัวเอามาเทียบกับคนได้เลยนะ การได้รู้จักแมวแต่ละตัวก็เหมือนกับการได้รู้จักคนๆ หนึ่งเลยล่ะ ตื่นเต้นดี     ชอบตอนที่เขาร่าเริง สนุกสนาน และตอนที่เคลิ้มหลับ เห็นแล้วก็พลอยมีความสุขไปกับเขาด้วย

           “เจ้าแมวที่ปรากฏอยู่บนชิ้นงานนี้มีตัวตนจริงๆ เพราะที่บ้านมีแมวหลายตัวค่ะ ชื่อ สัม ซน จิ๋ว ดำ ขาว เทา หางคดและสามสี ส่วนมากจะเรียกชื่อเขาตามบุคลิกหรือนิสัยของแต่ละตัว จำง่ายดี ซึ่งแต่ละตัวก็ได้มาจากแถวบ้านนี้แหละค่ะ บางตัวก็หลงมา บางตัวก็บังเอิญไปเจอตามป้ายรถเมล์ ตามสะพานลอยบ้าง บางตัวก็โดนแมวตัวใหญ่ไล่มา บางตัวก็มีคนเอามาทิ้งตัวเปียกงอมเลย ซึ่งทุกตัวก็จะกลายเป็นนางแบบ นายแบบจำเป็นให้เราสร้างภาพศิลปะขึ้นมาอย่างที่เห็น แล้วเวลาเห็นเราวาดรูปบนกระดาษ ไม่ว่าจะเอากระดาษที่เราวาดไปวางไว้ตรงไหน แมวก็จะคอยตามไปนอนทับ เอากระดาษแผ่นอื่นไปปูให้นอนก็ไม่ยอม จะนอนแต่บนแผ่นที่เราจะวาดรูป ย้ายหนีไปไหนก็ตาม เลยต้องเอามาอุ้ม กอดแล้วขย้ำๆ ให้หายหมั่นเขี้ยว
 
 
          ถ้าพูดถึงเสน่ห์ของแมวแล้ว ในทางสรีระก็ต้องบอกว่าตัวอ่อนมากๆ เวลาบิดขี้เกียจแล้วยืดตัวยาวๆ น่ารักสุดๆ ถ้าพูดถึงจิตใจก็ต้องบอกว่ามันอดทนมากแล้วก็สามารถปรับตัวกับสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้ดี มีแมวอยู่ตัวหนึ่งที่สามารถฉี่ในชักโครกได้โดยไม่ได้ฝึกอะไรเขาเลย เห็นครั้งแรกน่ะ ไม่อยากจะเชื่อเลย เพราะแมวตัวนี้เป็นแมวที่ค่อนข้างซื่อบื้อที่สุด เวลาออกไปเที่ยวไหนกลับมาก็จะมีแผลติดตามตัวมาด้วยตลอด สู้ใครไม่เป็น ใช้ชีวิตข้างนอกไม่ค่อยเป็น (ทั้งๆที่เป็นแมววัดมาก่อน)   พอได้เห็นมันฉี่ในชักโครกทำให้เรารู้ว่ามันนี่แหละที่ฉลาดสุดๆ  ตอนนี้ก็ได้แต่หวังว่ามันจะกดชักโครกเป็นในไม่ช้า (ฮ่าๆ)..... นี่แหละเสน่ห์ของแมวล่ะ  
         
ในชีวิตการผูกพันกับการเลี้ยงแมวก็มีเรื่องให้เศร้าอยู่เหมือนกัน เคยมีอยู่ครั้งหนึ่งมีคนมายืมแมวเราไปถ่ายโฆษณาแล้วบังเอิญทำแมวเราหาย น่าสงสารมาก แม้ว่าเขาจะเป็นแมวจรจัดที่เราเก็บมาเลี้ยงก็จริง แต่เราก็รักเขามากเลยนะ เสียใจมากๆ ทุกวันนี้ก็ได้แต่ภาวนาให้เขามีชีวิตรอดปลอดภัย แต่เรื่องราวความสุขระหว่างเราก็มีเยอะนะ ชอบนอนกอดกันมากที่สุดเลย แมวตัวนิ่มและขี้อ้อนสุดๆ เวลาแมวมานอนด้วยแล้วไม่อยากลุกไปไหนเลย

         
นี่ก็ใกล้วันปีใหม่เข้ามาทุกทีแล้ว ขออวยพรให้แมวไทยไม่ต้องมีชีวิตจรจัด ขอให้แมวทุกตัวมีบ้านอยู่ มีคนที่เข้าใจคอยให้ข้าวให้ชีวิตที่ดี ขอให้คนไทยรักแมวค่ะ
.
.

ABOUT
HER

ชื่อ-นามสกุล : ทักษิณา พิพิธกุล
การศึกษา: ปริญญาตรี มหาวิทยาลัยศิลปกร, 
ปริญญาโท มหาวิทยาลัย California State University, Northridge ประเทศสหรัฐอเมริกา
อาชีพปัจจุบัน: อาจารย์ประจำภาควิชาทัศนศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ
ผลงานที่ผ่านมา:
- ในคืนที่หอมหวานกับเสียงเรียกเหมียว เหมียว ณ ห้องแสดงงานมูลนิธิญี่ปุ่น กรุงเทพฯ
- COMA #2, 7-30 กันยายน 2550, ARTERY, Silom Gallier, กรุงเทพฯ
- Constructors de Somnis”, 19 Jan– 5 March, 2006. Centre cultural la merce’. Girona, Spain
- IMF 7 “AB-OVO”, 7th International Multimedia Art Festival IMAF 2005   
Aug. 5- Sep. 30, 05 “MAS” Gallery, Odzadi, Serbia
- ARCUS Tokyo Exhibition’, Contemporary Art Factory, Tokyo, Japan
-  ETC.

edit @ 26 May 2009 10:21:36 by kundao

edit @ 26 May 2009 11:58:53 by kundao

★ミ゙แมวร่อน彡

posted on 26 May 2009 00:08 by petlover-corner  in column-PetLover

text: 150cm
photo: แมวร่อน
.
.
ผลลัพธ์ของความรัก แมว
เมื่อแมวเหมียว หันมาจับไมค์ร้องเพลง



         “จิรัฐติพันธ์ พงษ์สุวรรณ
ก็เป็นอีกหนึ่งศิลปินผู้หลงใหลในความเท่ของแมว จากนิทรรศการ
C.O.M.A หรือ Cat Ordinary Mega Arts ที่ถ่ายทอดเรื่องราวความรักความผูกพันของเขาและเจ้าแมวเหมียว ออกมาในรูปแบบของการสร้างสรรค์งานเพลง โดยนำเสียงแมวหลากหลายบุคลิกมาแปลงเป็นตัวโน้ต แล้วจับมาประสานให้เข้ากับเพลงคลาสสิก บอกเล่าอารมณ์เพลงที่แตกต่างกันออกไป 
         แมวเป็นนักสำรวจและนักเดินทางที่น่าทึ่งครับ มีความคล่องแคล่วว่องไว รักความอิสระ และที่สำคัญแมวเป็นเพื่อนตัวน้อยๆ ที่ขี้เก็กมากๆ ผิวเผินอาจจะดูน่าหมั่นไส้ แต่ถ้าได้รู้จักกันแล้ว แมวเป็นเพื่อนที่น่ารักของเราอีกตัวหนึ่ง เขาชอบเข้ามาอยู่ใกล้ๆ ชอบมาคลอเคลีย มาทำหน้าตาบ้องแบ๊วโดยที่ไม่ต้องแอ๊บ ผมว่าแมวมีปรัชญาที่น่าทึ่งในเรื่องของความขัดแย้งที่ลงตัว มีความแข็งในความอ่อน มีความเร็วในความช้า มีความเป็นระเบียบในความไม่มีแบบแผน เช่นดูเผินๆ บอบบาง แต่จริงๆ แล้วมีเขี้ยวเล็บที่แหลมคม แม้แต่สัตว์ใหญ่ๆ ก็ทำร้ายเขาได้ยากโดยเฉพาะ สุนัข เพื่อนซี้ของเขา หรือเวลาเขาคิดจะทำอะไรสักอย่าง เหมือนคิดเดี๋ยวนั้น ทำเดี๋ยวนั้น แต่บางครั้งเราจะสังเกตเห็นว่าเขานั่งมอง นั่งจ้องอยู่นานแล้ว
         
จริงๆ ผมไม่ได้เลี้ยงแมวไว้ในบ้าน รวมทั้งไม่ได้เลี้ยงสัตว์อะไรเลย เพราะเราต้องไปโน่นมานี่ (ร่อน) บ่อยๆ กลัวจะดูแลเขาได้ไม่เต็มที่ ความรัก และความผูกพันกับแมวจึงออกมาในรูปของการสร้างสรรค์งานเพลง แมวร้อง นี่แหละครับ เวลาที่เราเห็นคนที่ฟังเพลงเราแล้วเขายิ้ม เขาหัวเราะมีความสุข เราก็ยินดี อิ่มเอมใจ มีความสุขไปกับเขาด้วย ในขณะที่เราเอาเสียงร้องเขามาทำเป็นเพลง เราก็มองเห็นภาพอิริยาบถของเขากับเสียงนั้นๆ สนุกดี จึงเกิดเป็นกลุ่มคนทำเพลงที่ชื่อ แมวร่อน หรือ Anor A Mellon ขึ้น
        
 จริงๆ ที่มาของคำว่า แมวร่อน มาจากคำว่า Mellon ครับ ซึ่งเป็นคำที่จำมาจากเรื่อง Lord of the Ring ซึ่งผมชื่นชอบเป็นการส่วนตัว Mellon เป็นภาษาเอลฟ์ ซึ่งเป็นชนเผ่าหนึ่งในเรื่อง มีความหมายว่า เพื่อน จากนั้นก็มานั่งนึกๆๆๆ ว่าอยากได้คำที่เป็นภาษาไทยด้วยเลยได้คำว่า แมวร่อน ตามมา
        
กลุ่มแมวร่อน เกิดจากการรวมตัวของผู้ที่อยู่เบื้องหลังเสียเป็นส่วนใหญ่ เราจะไม่ทำอะไรที่เขาเรียกว่าป๊อบตลาด คือกระแสตลาดชอบแบบไหนก็เฮไปตามนั้น โดยเฉพาะทำอัลบั้มแบบตีหัวเข้าบ้าน คือมีเพลงเดียวเที่ยวกันทั่วประเทศ เราชอบที่จะสร้างงานออกมา แล้วให้เพลงเหล่านั้นสะท้อนความรู้สึกความนิยมชมชอบของผู้ฟังออกมาจริงๆ คล้ายๆ จะ ปิดตัวเอง หรือปิดโอกาส นะ แต่ผมว่าในช่วงแรกเราแค่อยากเปิดใจ ของเราออกไปหาผู้ฟังก่อน พูดคุยกับเขาด้วยเพลงของเรา เหมือนค่อยๆ ทำความรู้จักกันไป แล้วเมื่อถึงเวลาหนึ่งคงได้เจอกันมากกว่านี้ หน้าที่ของเราคือทำงานที่จริงใจ มีคุณภาพออกมาเรื่อยๆ ค่อยๆ สร้างสมไป ให้คนฟังเขารักเราน้อยๆ แต่รักนานๆ ไม่ต้องหวือหวามากมาย แต่ให้เพิ่มขึ้นเรื่อย
 
        
สำหรับแนวเพลงที่เรานำเสนอส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับผมว่าจะทำงานภายใต้แนวคิดอะไรออกมา เช่นในปีหน้าจะทำเพลงเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมก็จะเป็นแนวอะคูสติกกีตาร์ ซึ่งเราจะเรียกผลงานของเราว่าผลงานเพื่อความประทับใจ และไลฟ์สไตล์ จุดมุ่งหมายในการสร้างงานคืออยากให้มีรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ หรือซึ้งกินใจ เพราะจุดมุ่งหมายใหญ่ของแมวร่อน มิวสิค คือร่วมเป็น  ส่วนหนึ่งในการ บ่มเพาะ การฟังและการบริโภคเพลงไทยอย่างสร้างสรรค์ อยากให้คนฟังเพลง ไม่ใช่เพียงผ่านไป แต่ให้เขาฟังและได้ยินมันจริงๆ เข้าไปสัมผัสความรู้สึกเขาจริงๆ
   หลังจากเราได้ทำเพลงแมวออกมา จึงมีแนวคิดว่ายังมีเพื่อนๆ ตัวน้อยๆ อีกหลายตัวที่น่าสนใจครับ และน่านำมาร้อง เพลงกัน จุดมุ่งหมายหลักคือสร้างความกลมเกลียวกันของทุกๆ ชีวิตบนโลกใบนี้ โดยใช้เสียงเพลงเป็นสื่อนั่นเองครับ อีกส่วนหนึ่งก็มาจากที่ได้สังเกตลักษณะเสียงของสัตว์ต่างๆ น่าสนใจมากๆ อย่างเช่นยุงเนี่ย เมื่อนำมาปรับลงโน้ตแล้วเสียงเขาใกล้เคียงกับไวโอลินเหมือนกัน จึงเกิดเป็นอัลบั้มล่าสุด แมวร้องเพลง ชุดที่ 2 ขึ้นซึ่งความพิเศษของอัลบั้มชุดนี้คือเราได้แขกรับเชิญเข้ามาร่วมร้องมากหน้าหลายตามีทั้ง ยุง หมา นก กบ  ความพิเศษอย่างที่สองคือเราสร้างเรื่องราวคล้ายๆ กับนิทานมาเชื่อมต่อ ในการดำเนินไปของเพลงแต่ละเพลงในอัลบั้มครับ ซึ่งเป็นเรื่องราวการผจญภัยของสามสหาย ประกอบด้วย แมว หมา และยุง โดยให้ยุงเป็นพระเอก ใช้ชื่อเรื่องว่า สามสหายผจญภัย มีทั้งภาคภาษาไทย และภาษาอังกฤษ ใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า “The Mosquito Prince” หรือ เจ้าชายยุง 
          
 “ขั้นตอนในการเลือกเสียงของเจ้าตัวน้อยทั้งหลายถือเป็นงานที่สาหัสสุดๆ เพราะเสียงของเขา เราได้มาจากแหล่งข้อมูลหลายแหล่ง จากแผ่นรวมซาวน์เอ็ฟเฟ็คบ้าง จากรายการหรือภาพยนตร์ต่างๆ บ้าง จากนั้นเราก็ต้องมานั่งฟังทีละอัน บางเสียงก็ไม่ได้คุณภาพเท่าไหร่ หรือได้คุณภาพแต่ลักษณะเสียงไม่เหมาะ กว่าจะได้เสียงที่ต้องการก็นาน เล่นเอาเหนื่อย หลังจากนั้นก็ต้องมาดูอีกว่าเสียงที่เข้ารอบการประกวดแต่ละตัวนั้น เมื่อนำมาจัดวางบนโน้ตแล้วเป็นอย่างไรบ้าง บางเสียงเมื่อวางบนโน้ตที่ต้องการกลับกลายเป็นเพี้ยน ลักษณะเสียงเปลี่ยนไป
        
        
 “อีกส่วนหนึ่งคือการนำเสียงของเจ้าตัวน้อยหลายๆ ตัวมาประสานกัน ในจังหวะต่างๆ อันนี้ก็เอาเรื่องอยู่ เพราะบางครั้งเสียงเขามีทั้งแหลม และต่ำ พอเอามาผสมกัน มันไม่เหมือนกับเครื่องดนตรี อย่างเสียงน้องเหมียว บางตัวเสียงสาก บางตัวเสียงแหลม เวลานำมาร้องประสานเสียง ก็ต้องจัดกันอยู่นานเหมือนกันครับ ส่วนเสียงน้องตูบนี่ก็เจอเรื่องลักษณะเสียง เมื่อนำมาเข้ากับโน้ตแล้วอาจจะไม่เพราะ ฟังห้วนไป หรือกระแทกไปเป็นต้น ซึ่งเราต้องพิถีพิถันมาก เพื่อผลงานที่ออกมาดีที่สุด ตามที่ตั้งใจไว้        
          
ความตั้งใจที่สำคัญของแมวร่อนอีกอย่างคือ นำเงินจากยอดขายที่ขายได้ในทุกๆ ชุด ทุกๆ ครั้ง ร่วมทำประโยชน์ให้กับ
สาธารณะประโยชน์ ดังที่เราระบุไว้หลังปกทุกชุดว่า รายได้ 10 บาทจากการจำหน่ายทุกชุด ตั้งแต่ชุดที่ 1 จะถูกนำไปสมทบแก่องค์กรเพื่อการกุศลและสาธารณะประโยชน์ ที่บริจาคแผ่นละ 10 บาทก็ไม่ใช่อะไรหรอกครับ ยอดขายของเราไม่ได้มากมายเหมือนเพลงของค่ายใหญ่ๆ หรือสินค้าขององค์กรใหญ่ๆ เราไม่ได้ตั้งค่ายแมวร่อนขึ้นมาจากบริบทของการสร้างผลกำไรสูงสุดเหมือนนายทุนอยู่แล้วครับ เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่เราใส่ใจและเต็มใจที่จะทำประโยชน์ให้กับสังคม อย่างล่าสุดเรานำเงินส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายแมวร้องเพลงชุดที่ 1 ไปให้กับมูลนิธิสงเคราะห์สัตว์พิการ (ในความอุปถัมภ์ของหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน) มา         
          
แมวเป็นเพื่อนที่ดีครับ มาอยู่ข้างๆ เรา นั่งเงียบๆ มองท้องฟ้าด้วยกัน คิดอะไรไปเพลินๆ (แต่ถ้าทางจะต่างคน ต่างคิด) ปีใหม่ที่จะถึงนี้ก็ขอให้ แมว กันต่อไป อย่างมีความสุขทั้งกายและใจครับ คงไม่ต้องอวยพรอะไรมาก เพราะแมวเป็นสัตว์นำโชค หลายๆ คนคงทราบดี และมีประสบการณ์เรื่องนี้ ส่วนนิยามของคำว่า แมว ก็ไม่มีที่สิ้นสุดอยู่แล้ว
 
         
 จากการได้สัมผัสความรัก และความผูกพันของเจ้าแมวเหมียวในมุม คุณทักษิณา พิพิธกุล ที่ถ่ายทอดออกมาในรูปแบบของภาพศิลปะประติมากรรม และจิตรกรรม โดยการเล่นสีผ่านวัสดุ ที่เน้นบอกเล่าเรื่องราวของชีวิตที่เรียบง่ายของเจ้าแมวเหมียว ซึ่งควรค่าแก่การนำมาเป็นแบบอย่างในการใช้ชีวิต ในขณะที่ คุณจิรัฐติ-พันธ์ พงษ์สุวรรณเลือกใช้วิธีการถ่ายทอดความหลงใหลในตัวเจ้าแมวเหมียว ผ่านเสียงเพลง ด้วยเสียงร้องของแมวและเพื่อนต่างสายพันธุ์จนเกิดเป็นความลงตัวในบทเพลงอย่างน่าเหลือเชื่อ แล้วคราวนี้คุณเชื่อแล้วหรือยัง ว่าความรักออกแบบได้?  
.
. ABOUT HIM
ชื่อ-นามสกุล : จิรัฐติพันธ์ พงษ์สุวรรณ (เอ)
อาชีพปัจจุบัน: ผู้จัดการทั่วไป และโปรดิวเซอร์ค่ายเพลงอิสระ แมวร่อน มิวสิค
ซึ่งเป็นหน่วยธุรกิจพิเศษ (SBU) ในบริษัทเน็กซ์บีท จำกัด
นักแต่งเพลงอิสระ เพลงโฆษณา เพลงละครโทรทัศน์ เพลงอัลบั้ม เพลงละครเวที
ผลงานที่ผ่านมา:
อัลบั้ม หนึ่งในเมืองไทย แมวร่อน มิวสิค
อัลบั้ม แมวร่อน บรรเลง แมวร่อน มิวสิค
อัลบั้ม แมวร้องเพลง ชุดที่ 1 แมวร่อน มิวสิค
อัลบั้ม แมวร้องเพลง ชุดที่ 2 แมวร่อน มิวสิค
เพลงประกอบละครบริษัทยูม่า อาทิ โค่นมังกร สายสืบสายสะดือ ยอดกตัญญู
เพลงประกอบบริษัท อาทิ 20 ปี แอมเวย์, ซิเมนต์ไทย อินโนเวชั่น
Lyric Producer อัลบั้ม Soul Much in Love – AF3 ยูบีซีแฟนเทเชีย
ผลงานปัจจุบัน:แมวร้องเพลง ชุดที่ 2

edit @ 26 May 2009 11:58:29 by kundao

★ミ゙แต้ว-ณัฐพร彡

posted on 25 May 2009 15:29 by petlover-corner  in column-GorgeousTalk

 text: 150cm
 photo: ขจรพงศ์ ชนะแสวง

ความสุขของแต้ว ความสุขของกล้วย
ณฐพร เตมีรักษ์
.
 

           “ดื่มวีต้า แล้วนอน......อ่ะๆ อย่าเพิ่งเข้าใจผิดคิดว่าเรากำลังโฆษณาขายแบรนวีต้าอยู่น๊า เพราะมันไม่ใช่เลย... แล้ววีต้าก็ไม่ได้เป็นอะไรกับเราสักนิด เราแค่กำลังคิดถึงเจ้าของน้ำเสียงประโยคนี้อยู่ เธอช่างหวาน น่ารัก สดใส เรียบร้อย แถมเรียนเก่งอีกต่างหาก โอ้โห...นี่ใช่ไหมที่เขาเรียกว่า เพอร์เฟ็ก ในขณะที่เรากำลังพร่ำเพ้อละเมอถึงเธออยู่นั้น อยู่ๆ ก็มีคลื่นรบกวนสอดแทรกเข้ามาทางโสตประสาท พี่ พี่ พี่...พระเจ้า!!! เธอนั่นเอง เธอจริงๆ ด้วย  น้องแต้ว ณฐพร เตมีรักษ์ เธอมาถึงแล้ว...เพราะวันนี้เธอมีนัดถ่ายแฟชั่นกับเรา คู่กับเจ้าสี่ขานายแบบ พันธุ์ ชเนาเซอร์ ที่ชื่อ เอสวิส และเอมมี่ เอ่อ...ตอนนี้รู้สึกหัวใจจะเริ่มเต้นเป็นจังหวะ I love somebody ของบี้-สุกฤษ ซะแล้ว ขอบอกว่าตัวจริงยิ่งน่ารัก อ่อนหวาน นิสัยดีมากด้วย

           น้องแต้ว - ณฐพร เตมีรักษ์  สาวหน้าใสจากคณะสถาปัตย์ รั้วจามจุรี นางเอกหน้าใหม่ จากละครเรื่อง พริกไทยกับใบข้าว สุดแต่ใจ  และล่าสุดที่กำลังรอออนแอร์ ทางช่อง 3 ดงผู้ดี ในบทเด็กสาวที่ชื่อ ขม ฐานะยากจนอยู่กับแม่สองคน แต่บังเอิญพลัดหลงมาอยู่ในสังคมไฮโซหรูหรา จนเกิดคำถามว่าผู้ดีเขาเป็นอย่างนี้เหรอ ซึ่งในแต่ละบทบาทที่เธอได้รับล้วนแล้วแต่เป็นก้าว เป็นบันไดให้เธอได้เรียนรู้
          จริงๆ แล้วบทแต่ละบทที่แต้วได้รับจากละคร 4 เรื่องที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้โดดไปจากตัวเราเท่าไหร่ ก็ยังมีความเป็นตัวเองอยู่บ้าง แต่ในบทนั้นๆ ก็จะมีแง่คิดให้เราได้เรียนรู้อยู่ เช่นละครเรื่อง สุดแต่ใจ คือมันทำให้เรารู้ว่าเด็กจะมีนิสัยเป็นยังไง ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดู หรือละครเรื่อง ดงผู้ดี ที่รอออนแอร์ในเดือนเมษานี้ ก็ทำให้แต้วรู้สึกว่าการรู้จักอดทน เป็นสิ่งที่สำคัญมาก
          เห็นด้วยว่าการอดทนเป็นสิ่งสำคัญ เพราะผลที่จะได้ตามมานั้น ไม่ต่างอะไรกับแสงตะวันหลังฝนตก เช่นเดียวกับที่เราอดทนรอทั้งคืน เพื่อจะได้มาเจอเธอในวันนี้ (โอ้โห...ถึงกับสำลักกันไปตามๆ กัน) และไหนๆ วันนี้เธอก็มาอยู่กับเราแล้ว ก็เลยไม่ลืมที่จะเก็บสัมภาษณ์เรื่องราวเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงตัวโปรด ของเธอมาฝากชาวยัวร์เพ็ทกัน  รับรองว่าถ้าคนรักสัตว์อย่างเราอ่าน จะได้อุทาหรณ์สอนใจกลับไปอย่างแน่นอน

ทราบมาว่าน้องแต้วเลี้ยงสุนัขด้วย >> ใช่ค่ะ แต้วเลี้ยงสุนัขพันธุ์บางแก้วตัวหนึ่ง ชื่อกล้วย แต่ตอนนี้เขาเดินไม่ได้แล้ว อ้าว..ทำไมละค่ะ>> เขาโดนรถทับตรงกลางหลัง ทำให้ขาหลังทั้งสองข้างใช้ไม่ได้เลยแล้วเหตุการณ์มันเกิดขึ้นได้ยังเอ่ย>> คุณแม่เป็นคนขับรถทับมันเอง คือเช้าวันนั้นเราก็ไปโรงเรียนกันปกติ บังเอิญเขาเดินออกไปยืนขว้างถนน แล้ววันนั้นก็รีบๆ กันมากเลย คุณแม่ไม่ทันมอง แต้วก็นั่งอยู่บนรถด้วย ตอนถอยรถออกจากบ้านรู้สึกเลยว่าทับอะไรสักอย่าง พอหันไป ปรากฏว่าเป็นกล้วย เราก็รีบ...ลงไปอุ้มมัน แล้วพาไปโรงพยาบาลทันที วันนั้นเลยไปโรงเรียนสายกันทุกคนเลยคะคุณหมอตรวจเช็คร่างกายแล้วปรากฏว่า>> หมอดูอาการแล้วบอกว่ากระดูสันหลังมันหักออกจากกันเลย ไม่สามารถเชื่อมติดกันได้ ซึ่งผลที่ตามมาก็คือ เขาจะกลับมาเดินไม่ได้อีกแล้วทุกวันนี้กล้วยมีชีวิตอยู่อย่างไร >> เราก็ต้องคอยใส่ผ้าอ้อมให้เขาตลอด เพราะเขาไม่สามารถควบคุมท่อนล่างได้แล้ว ต้องคอยอาบน้ำให้ทุกวัน เวลาน้ำก็ต้องปะแป้งด้วย เพราะไม่อย่างนั้นมันจะชื่นได้ เพราะว่าเขาเคลื่อนที่ไม่ได้ แล้วถ้าเราไม่ว่างดูแลทุกวัน ก็จะจ้างพี่เลี้ยงให้มาดูแลแทน สภาพทางจิตใจของกล้วยล่ะ เป็นอย่างไรบ้างหลังจากที่รู้ว่าตัวเองเดินไม่ได้ >> ช่วงแรกๆ เขาต้องนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล เราก็จะไปเขาทุกวัน แล้วทุกครั้งที่เราไป เขาก็จะพยายามตะเกียกตะกายมาหาเรา ทั้งๆ ที่เจ็บหลังอยู่ แต่พอกลับบ้านก็เริ่มแสดงอาการเศร้าๆ ซึมๆ คงตกใจ คงงงว่าเกิดอะไรขึ้นกับขาของตัวเอง แต้วเห็นเลย ตอนที่เขารู้ว่าเขาเดินไม่ได้ เขาหันมามองเราเหมือนพยายามจะถามเราว่าเกิดอะไรขึ้น

ทุกครั้งที่ภาพเขาวิ่งเล่นสมัยเด็กๆ ลอยเข้ามาในหัว แต่พอมองกลับไปเห็นสภาพที่เขาเป็นอยู่ตอนนี้แล้วรู้สึกยังไงบ้าง >> รู้สึกผิดและสงสารเขามากค่ะ เพราะช่วงนั้นเขากำลังโตเลย เขาก็ควรจะได้วิ่งเล่นจับโน้น จับนี้ แต่กลับต้องมาเดินไม่ได้เพราะเรา แต่เราก็ไม่เคยคิดที่จะผลักไส หรือทิ้งเขาไปไหนเลย กลับพยายามเติมความรักให้เขามากกว่าเดิม คอยดูแลอย่างใกล้ชิดให้เขารู้สึกว่าเขาปกติอยู่นะ ตอนแรกๆ พยายามหาล้อมาใส่ให้เขา แต่ดูเหมือนเขาไม่ชอบ ไม่ถนัด ก็เลยไม่ใส่ให้ เดี่ยวนี้เขาก็เริ่มปรับตัวจนสามารถใช้ชีวิตของเขาได้แล้ว หมาของน้องแต้วตัวนี้ นิสัยเป็นอย่างไรบ้าง >> กล้วยเป็นบางแก้วที่ไม่เหมือนบางแก้วเลยค่ะ เวลาเพื่อนถามว่าเลี้ยงพันธุ์อะไร เราก็บอกบางแก้ว เพื่อนก็จะแบบอุ้ย..มันดุหรือเปล่า แต่จริงๆ แล้วไม่เลย ไม่ดุแถมยังขี้เล่นอีก ขี้กลัวด้วย อย่างมีหมาข้างบ้านมาเห่าๆ ใส่มัน แทนที่มันจะสู้มันก็มาหลบหลังเรา เขาเป็นหมาที่นิสัยดี และน่ารักมากค่ะ กล้วยมาอยู่กับเราตอนอายุเท่าไหร่คะ>> เขาโตประมาณหนึ่งแล้วคะ ไม่ได้มาเลี้ยงตั้งแต่เล็กๆ เพราะว่าตอนนั้นแต้วไปเรียนเปียโน ก็ไปเห็นกล้วย ซึ่งเป็นหมาของคุณครูที่โรงเรียน เขาก็บอกเนี่ย...เอาไปเลี้ยงไหม...เราก็อยากได้ เลยไปขอแม่ แม่ๆ อยากเลี้ยง แม่ก็โอเค หลังจากที่ได้มาอยู่ด้วยกันแล้ว สัมผัสได้ถึงความน่ารักของเขาได้จากอะไรบ้าง>> เขามีเสน่ห์อยู่ที่ความน่ารักตามธรรมชาติของเขาค่ะ บางทีเขาก็ดูเหมือนจะเข้าใจเรานะ ตอนเด็กๆ เวลาเห็นเขาวิ่งไล่จับโน้นนี่ แค่นี่มันก็ทำให้เราขำได้แล้ว เขาก็เหมือนเป็นเพื่อนเราคนหนึ่งที่คอยรับฟังปัญหาทุกอย่างคะ แล้วเขาก็เป็นหมาที่เข้ากับคนได้ดี โดยเฉพาะกับคุณยายในซอยแถวบ้าน เวลาคุณยายคนนั้นเดินผ่านหน้าบ้าน กล้วยก็จะแกล้งเขาไปมุดกระโปรง (หัวเราะ) ไม่รู้เป็นอะไรชอบมุดกระโปรงผู้หญิงมาก ผู้หญิงเขาก็คิดว่ามันจะกัดแต่จริงๆ เขาจะเล่นด้วย ทราบว่าตอนนี้น้องแต้วย้ายไปอยู่หอพักที่มหาวิทยาลัย นานๆ ครั้งถึงจะกลับบ้าน แล้วนาทีที่เขาเห็นหน้าเรา เขาแสดงอาการยังไงบ้างเอ่ย>> บางทีก็ดูเขาจะงอนๆ เราด้วยนะ เหมือนกับจะตัดพ้อว่าไม่มาเยี่ยมเลยนะ แต่โมเมนแรกที่เจอกันก็จะดีใจ พอสักพักหนึ่งเหมือนนึกได้ ไม่มาเยี่ยมเลย... (หัวเราะ) แต่ถ้ามีไก่ทอดเจ้าประจำมาฝากเขา ก็ค่อยหายงอนหน่อย (หัวเราะ) เพราะเขาชอบกินไก่ แล้วทุกครั้งที่แต้วกลับบ้าน ก็จะพยายามเล่นอยู่กับเขานานๆ เขาจะได้หายคิดถึง

เคยพากล้วยออกไปกินลม ชมวิวด้วยกันไหม>> บ่อยค่ะ ตอนเย็นๆ ก็จะพาเขาออกไปปั่นจักรยานเล่นกับน้อง รอบหมู่บ้าน แต่จะมีซอยอันตรายห้ามไป เพราะมีคู่กัดเขาอยู่ ไม่ได้ๆ ห้ามเลี้ยงเลี้ยวเด็ดขาด (หัวเราะ)มีอะไรที่สามารถทำให้กล้วยอารมณ์ดีไห้ทั้งวันบ้าง >> แค่เขาเห็นแต้ว เห็นน้อง เห็นพ่อ เห็นแม่อยู่ข้างๆ หรือแค่เจอหน้ากันเขาก็มีความสุขแล้ว โดยเฉพาะน้อง น้องจะรักหมามาก...แล้วเขาจะอาบน้ำให้บ่อยมากกก...จนเราแบบเอ่อ บ่อยไปป่าว (หัวเราะ) เขาจะมาคอยดูอยู่ไม่ห่าง ดีไหมกับการมีเพื่อนสี่ขาอย่างกล้วยอยู่ในบ้าน >> ดีมากค่ะ เขาเป็นเพื่อนที่มีความรู้สึกบริสุทธิ์มอบให้เราตลอดเวลา ถึงแม้ว่าตอนนี้กล้วยจะเจออุบัติเหตุจนเดินไม่ได้ บางคนอาจจะเข็ด แต่แต้วก็ยังอยากเลี้ยงเขาอยู่ จริงๆ อยากหาเพื่อนให้กล้วย แต่เราก็ไม่แน่ใจว่าเขาจะถูกกันหรือเปล่า แต่ก็พยายามดูแลเขาให้ดีที่สุด เขาจะได้รู้สึกว่าความรักที่เรามีให้เขายังเหมือนเดิม ไม่ว่าเขาจะเป็นยังไง เขาจะได้ไม่รู้ว่าตัวเองขาดอะไรไป
         
ไม่ว่าจะคนหรือสัตว์ถึงแม้จะด้อยเพลี้ย เสียขายังไง แต่ถ้ามีกำลังใจที่ดี มีความรักที่ถูกเติมเต็มให้กันตลอดเวลา ก็จะไม่รู้สึกว่าตัวเองขาดหรือพิการแต่อย่างใด...เช่นเดียวกับความรัก และความห่วงใยที่ น้องแต้ว – ณฐพร เตมีรักษ์ มีให้กับกล้วย สุนัขพันธุ์บางแก้วของเธอ..PLC,  

edit @ 25 May 2009 15:51:02 by kundao

Favourites